พอเริ่มเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านปฏิทินสิ้นปีทีไร ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็มักจะเห็นการจัดงานเตรียมพร้อมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันถ้วนทั่ว นอกจากภาพผู้คนเดินสวนกันพลุกพล่านลานตาอยู่ใต้ป้ายไฟที่กำลังส่องสว่างเฉลิมฉลองยามค่ำคืนและเสียงเพลงประจำเทศกาลเปิดซ้ำไปซ้ำมาคลออยู่จางๆ กับบรรยากาศขื่นมื่นคืนสุขแล้ว ภาพของการเดินเลือกซื้อของขวัญก็ยังถือเป็นภาพสำคัญที่พบเห็นได้อยู่เป็นประจำทุกปี

 

การมอบของขวัญให้แก่กันในทุกๆ โอกาส ผมมองว่ามันเป็นหนึ่งใน กิจกรรมการส่งผ่านความรู้สึก ที่มีแง่มุมบางอย่างที่สวยงามนอกเหนือไปจากกระดาษห่อลวดลายสีสันสดใส หรือแม้แต่ตัวสิ่งของที่ซ่อนหลบอยู่ภายใน...

 

ของขวัญทุกชิ้นต่างมีเรื่องราวความเป็นมาของมันเอง และกว่าที่มันจะถูกส่งมาจนถึงตัวผู้รับได้ ของขวัญจะต้องออกเดินทาง โดยผ่านความรู้สึกต่างๆ มากมายที่มีอยู่ในตัวผู้ให้ จนเมื่อไรที่กล่องของขวัญถูกเปิดออก มวลความรู้สึกที่ดีงามทั้งหลายเหล่านั้นก็จะค่อยๆ ส่งผ่านไปสู่ผู้รับ

 

และในห้วงเวลานี้เองที่การส่งผ่านความรู้สึกถึงกันจะถูกจดบันทึกเก็บไว้ในความทรงจำของคนทั้งคู่ต่อไป

 

ลองคิดดูว่าในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเรา ต่างต้องเคยผ่านการรับให้ของขวัญกัน อาจจะมากหรือน้อยคงขึ้นอยู่กับโอกาสของแต่ละคน เพียงแต่ทุกครั้งที่มีการส่งผ่านให้แก่กัน เรื่องราวความรู้สึกที่ประกอบขึ้นเป็นของขวัญชิ้นนั้นๆ จะถูกจดจำไว้เป็นคุณค่าของตัวมันเอง ทำให้ของขวัญเล็กๆ แค่เพียงชิ้นเดียว ก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนในใจของผู้ที่เก็บมันไว้ในยามที่หันหลังกลับมามอง

 

ตอนที่เขียนบทความนี้ ผมมีของขวัญที่เคยได้รับมาสองชิ้นวางเงียบๆ อยู่ข้างหน้า

 

ชิ้นหนึ่ง...เป็นขวดโหลทรงกลมสูง คาดด้วยริบบิ้นสีชมพูรอบคอขวด ภายในบรรจุกระดาษที่ถูกพับเป็นรูปเต่าหลากสี จำนวน 99 ตัว

 อีกชิ้น...เป็นกระดาษลายการ์ตูนสดใส พร้อมตัวอักษรร้อยเรียงอยู่ทั่วทั้งแผ่น ใส่ไว้ในซองจดหมายสีแดงสะดุดตา

 

ผมพบว่าของขวัญทั้งสองชิ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพไปตามระยะเวลาที่ผ่านพ้นแต่อย่างใด จะมีก็เพียงผงฝุ่นที่เคลือบอยู่บนผิวแสดงถึงอายุพอประมาณของพวกมัน และในบางความทรงจำที่เริ่มลางเลือน ผมกลับหลงลืมสาเหตุการเดินทางมาถึงของพวกมันทั้งคู่ไปเสียสนิท แต่กลับมั่นใจกับบางสิ่งที่ยังชัดเจนไม่เปลี่ยน นั่นคือ  ... ภาพของเธอ ...

 

... ผู้ที่พับความห่วงใยใส่ไว้ในขวดโหล ...

 ... ผู้ที่เขียนความหวังดีไว้ระหว่างบรรทัดในจดหมาย ...

... ผู้ที่มอบ ของขวัญทั้งสองชิ้นให้แก่บางคนที่เธอรัก ...

 

 

เมื่อไม่นานมานี้ ขณะกำลังขับรถกลับบ้าน พร้อมกับเปิดวิทยุเพื่อฟังเพลงจากสถานีคลอไประหว่างการเดินทาง เป็นความบังเอิญที่ทำให้ผมได้มีโอกาสฟังเพลง ราตรีสวัสดิ์ (Goodnight) ซึ่งถูกแต่งขึ้นและขับร้องโดยศิลปินฮิพฮอพเลือดไทยอย่างฟักกลิ้ง ฮีโร่ - ที่มาพร้อมสไตล์การแร็พเล่าเรื่องอย่างดุดัน เข้มข้น จนสามารถจูงอารมณ์ของผู้ฟังให้ร่วมเดินทางเข้าสู่โลกของเนื้อเพลงได้ไม่ยากเลย, อีกทั้งเนื้อหาของเพลงนี้ที่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตทหารที่ลงไปปฏิบัติการอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอาจบอกได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่กำลังดำเนินซ้อนไปกับชีวิตของคนในประเทศไทยอย่างเงียบๆ เย็นๆ แต่ชวนหวาดระแวงอยู่ในที ทำให้เรื่องราวในเพลงเป็นสิ่งที่คนฟังจะเข้าถึงได้อยู่แล้ว และผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้เพลงนี้มีมิติมากขึ้น นั่นคือการร่วมร้องในท่อนฮุกของเพลงโดย คุณธีร์ ไชยเดช ที่มีเสียงทุ้มนุ่มชวนเคลิ้มฝันหลับไปตามเนื้อหาที่ขับร้อง

 

อันที่จริงผมได้รับรู้เรื่องราวความเป็นมาของเพลง ราตรีสวัสดิ์ เพลงนี้จากรายการเกี่ยวกับดนตรีทางเคเบิ้ลทีวีมาได้ระยะนึงแล้ว และค่อนข้างชื่นชมในแรงบันดาลใจที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นเพลงๆนี้ของตัวศิลปิน เพียงแต่ผมยังไม่เคยได้มีโอกาสลองฟังผลงานที่ว่านั้นแบบเต็มเพลงเลยสักครั้ง (ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมกับเพลงเดินสวนกันอาจมาจากความนิยมในเพลงฮิพฮอพของตัวเอง)

 

 จนเมื่อได้มารับฟัง (แบบไม่ทันตั้งหู!) บทเพลงนี้ ผมกลับแปลกใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากกลไกการรู้สึกและการรับรู้ที่ทำงานกับสิ่งเร้าหรือบทเพลงที่กำลังได้ฟังอยู่นั้น  มันคือ น้ำที่ซึมอยู่ในสองตา

 

ทันทีที่ถึงบ้าน ผมลองนั่งขบคิดกับความฉงนในน้ำตาของตัวเองอยู่ในใจ ว่าเหตุใดจึงต้องเสียน้ำตาจากการฟังเพลง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คุ้นชินเอาเสียเลย แน่ล่ะที่การซาบซึ้งหรือมีห้วงอารมณ์ร่วมไปกับบทเพลงใดๆ อาจทำให้เกิดปรากฎอาการต่างๆ อย่างเช่น ขนลุก ตกอยู่ในโลกส่วนตัว (ภวังค์) หรืออย่างที่สุดคือ มีน้ำตาคละเคล้าปนเสียงเพลง เพียงแต่โดยส่วนตัวแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ค่อยอ่อนไหวอย่างตัวผมเท่าไรนัก

 

 

ถึงอย่างไร ผมก็ยอมรับว่าทั้งเนื้อหาและทำนองของเพลงราตรีสวัสดิ์ สามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับตัวเองในสองด้านด้วยกัน, ในด้านแรกคือท่วงทำนองของเพลง ที่มีผลทำให้อารมณ์ล่องลอยขึ้นลงไปตามจังหวะตลอดทั้งเพลง มีช่วงแร็พที่ดุเดือด เข้มข้น จริงจัง และหนักแน่น พอในช่วงฮุกก็อ่อนนุ่ม ผ่อนคลาย คล้ายถูกกล่อมให้หลับอยู่จางๆ ซึ่งด้วยสิ่งที่มันจะเป็นได้ เพลงนี้ก็ทำได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับบทเพลงดีๆ เพลงอื่น

 

ส่วนในด้านที่สอง คงหนีไปไม่พ้นจากเนื้อหาของเพลง ที่มีผลต่อการเดินทางของความคิดหลังจากที่ได้รับฟัง มันเป็นการค้นหาและทำความเข้าใจในสิ่งที่เพลงสะท้อนให้เห็นอย่างจงใจ (หรือบางทีอาจแอบซ่อนไว้ เพื่อความตื่นเต้น) อย่างที่เคยได้กล่าวไปบ้างแล้วว่า เนื้อหาของเพลงราตรีสวัสดิ์นี้ บอกเล่าถึงสถานการณ์ที่เป็นความจริงของประเทศในทุกวัน ซึ่งอาจมีการนำมุขของการเล่านิทานมาใช้กับการบอกกล่าวเรื่องราวต่างๆ ในเพลง เพื่อชวนให้ติดตาม และทำให้เรื่องราวมีความขันขื่น แต่ไม่ขมขื่นมากจนเครียดเกินไป

 

อย่างเนื้อเพลงในช่วงแรกที่ว่า “...วันนี้ฉันมีนิทาน อยากเล่าให้เธอฟัง นิทานเรื่อง ท ทหาร อดทน เวลาเขายืน เขาแนบปืนกลไว้ข้างกาย ทั้งที่เขาไม่เคยใจร้ายและไม่เคยคิดฆ่าคน แต่เป็นอีกคืนที่เขาต้องออกลาดตระเวน เป็นหน้าที่ของกองพันทหารราบ ผู้รักตัวเองน้อยกว่าชนในชาติไทย เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อ เขาจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร...”

 

จากวิธีการเล่าเรื่อง ที่สะท้อนข้อมูลบางอย่างไว้ในบทเพลง, ผมกลับพบว่า ตัวเองได้เดินไปชนเข้ากับ “ชุดความจริง” บางอย่างที่อาจวางหลบซ่อนไว้ในมุมใดมุมหนึ่งของเพลง หรือในบางทีมันอาจตั้งตระหง่านแสดงแสนยานุภาพของตัวมันเองอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ผมพึ่งตาสว่างจากความรู้สึกเจ็บๆคันๆ ที่ได้มาหลังจากเดินเข้าไปกระแทกกับมัน(ชุดความจริง)เข้าอย่างจังในเนื้อเพลงช่วงหนึ่งที่ว่า

 

“...ในคืนที่ผมกินเหล้าอยู่นั่งเล่น ในคืนที่ป้าข้างห้องยังตั้งวงป๊อกเด้ง คืนที่เด็กมัธยมนั่งท่องตำราเอนท์จุฬาฯ คืนที่ใครหลายคนลืมชื่อคนเดือนตุลา คืนที่คุณนอนหลับอยู่บนเตียง ทั้งหมดคือคืนเดียวกันกับเสียงปืนที่ดังเปรี้ยง ของทหารต่อต้าน ข.จ.ก. ผู้ไม่ยอมให้ใครมาเผาโรงเรียน เผาตำรา ส.ป.ช. และยังไม่มีตอนจบของนิทาน มีเพียงแต่ตอนรุ่งสางไม่เป็นศพก็พิการ เพราะในทุกเช้าที่เราตื่นมาเมาขี้ตา มันคือเช้าแห่งการสูญเสียที่ 5 องศา 37 ลิปดา...”

 

 

ความจริง ที่มีอยู่ในเพลงดังกล่าวบอกกับผม หรือ คุณ(คนอ่าน) อย่างไม่อ้อมค้อมในเรื่องความเป็นไปของชีวิต ซึ่งอันที่จริงมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เป็นอยู่เรื่อยมา เพียงแต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้มีบางคน (เช่นผมคนหนึ่ง) อาจมองข้าม หรือหลงลืมไปว่า...

 

ในความสามัญ ชีวิตมีอยู่และเดินทางไปพร้อมๆกัน

 

ซึ่งอาจไม่ได้คำนึงเพียงแค่ความเท่ากันของระยะทางที่ก้าวเดินเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องการมีอยู่ของกันและกันบนเส้นทาง

 

มันจริงหรือไม่ ที่แม้จะมีเส้นทางและจุดหมายที่แตกต่างกัน แต่เราทุกคนต่างเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางของกันและกัน, เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่า เราต่างต้องเดินชีวิตไปตามเส้นทางเดินของตัวเอง ซึ่งระหว่างทางอาจพบเจอเรื่องราวที่ต่างกันได้ อุปสรรคที่มากมาก ซ้ำกันบ้าง ไม่ซ้ำกันบ้าง จนทำให้เส้นทางของแต่ละชีวิตยากที่จะเหมือนกันโดยสิ้นเชิง เพียงแต่สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมระหว่างการเดินทางครั้งหนึ่งๆ ของชีวิต คือการตระหนักรู้อยู่เสมอว่า เราไม่ได้เดินอยู่คนเดียว

 

 

ในวันที่เราประสบความสำเร็จทั้งเรื่องงานและครอบครัว อาจเป็นวันเดียวกันกับที่อีกคนหนึ่งกำลังสูญเสียซึ่งทุกอย่างที่สำคัญต่อชีวิต

 

 

ในคืนที่เรากำลังหลับสบายในอ้อมกอดอันอบอุ่นของสาวผู้เป็นที่รัก ใครบางคนอาจต้องนอนกอดตัวเองเดียวดายอยู่ที่ป้ายรถเมล์ 

 

 

ในโมงยามที่แสนสั้นของการสังสรรค์ครื้นเครงรอบวงสุรา อาจเป็นโมงยามอันยาวนานของคนพิการผู้ได้แต่ร้องเพลงอยู่บนเตียงกับตัวเอง

 

และ...ในวินาทีที่แผ่นดินใต้มีเสียงปืนก้องคำรามทั่วผืนฟ้า อาจเป็นวินาทีที่ชายชราปิดเปลือกตานอนหลับอย่างนิรันดร์ 

 

 

เมื่อเขียนมาจนถึงบรรทัดนี้ สิ่งที่ผมคิดต่อมาคือ เมื่อเราได้รู้ (หรืออาจใช้คำว่า ตระหนักถึงมันอีกครั้ง) ถึงความเป็นไปของชีวิตในเรื่องนี้แล้ว อาจมีใครหลายคน กล่าวตามมาว่า “รู้แล้วไง?”, “รู้...แล้วไงต่อล่ะ”, “คิดไปก็เท่านั้น...ทำตัวเองให้มีความสุขก็พอไม่ใช่หรือ” หรือ “เราไม่สามารถ ไปรับผิดชอบชีวิตคนอื่นได้หรอกนิ”ซึ่งทุกอย่างที่อาจกล่าวตามมาเป็นสิ่งที่ถูก ในแง่ของเหตุผลส่วนตัวที่แต่ละคนมีสิทธิที่จะคิด ซึ่งบ้างก็เป็นความจริงที่ไม่มีวันผิด

 

หากแต่ในแง่มุมของการตั้งอยู่ของชีวิตตามธรรมชาติ ผมคิดว่าเรื่องถูกผิดเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาในภายหลัง ดังนั้นการเรียนรู้กับความจริงของชีวิตที่กล่าวไป สำหรับผม ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง คงถือเป็นการพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตนเองมีและเป็นอยู่อย่างมีสติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

โดยหวังว่าจะไม่ให้ธรรมชาติด้านมืดของตัวเอง หลุดรอดออกมาทำร้ายชีวิตที่อยู่รอบข้าง ไปจนถึงชีวิตของมันเอง.                   

...

ขอบคุณเพลงดีๆ จากศิลปินฟักกลิ้ง ฮีโร่ และ คุณธีร์ ไชยเดช

และขอบคุณทุกความกล้าหาญที่กำลังดำเนินไปตามเส้นทางของชีวิต

 

เพลง ราตรีสวัสดิ์ (Goodnight) จากเว็บไซต์ 4shared.com 

                   

นิราศสำนักพิพิธฯ

posted on 25 Oct 2009 22:02 by skyboy

 

เอ้อระเหยลอยชายอยู่เหนือฝูงปลาแหวกว่ายในบาดาล

สองเท้ากวัดแกว่งตีอากาศไร้จุดหมาย

สายตาเหม่อลอยไม่จับจ้องมองสิ่งใด

มีเพียงดวงใจจับจิตคิดคำนึง

 

แม้กาลเวลาจะพากายรุดก้าวไป

แต่ไม่เคยดึงใจหลุดจากห้วงห่วงหา

ใบหน้าเธอยังติดอยู่ที่ตา

กลิ่นกายายังหอมหวลชัดเจนมิเลือนไป

 

เฝ้าครุ่นคิดถึงเมื่อสิบนาทีก่อน

ที่กายเราทั้งสองอยู่ชิดใกล้

มันเป็นฝันที่บังเกิดบนความจริง

เหมือนเป็นสิ่งล้ำค่าจากแดนสวรรค์

 

เธอยื่นยิ้มแสนหวานมาพิมพ์ใจ

ฉันทำได้แค่รับแล้วยิ้มตอบ

เพราะความจริงอุปสรรคมาบั่นทอน

แค่ได้มองแล้วยิ้มดีสุดแล้ว... 

               

นิราศนี้อาจไม่เลิศหรูและไพเราะงดงามเท่านิราศของสุนทรภู่ แต่มันถูกเขียนขึ้นด้วยท่วงทำนองของหัวใจที่เริ่มบรรเลง ณ วินาทีที่ดวงตาคู่นั้นของเธอ มาประสานกับดวงตา

 

มันคงทำได้แค่เฝ้ามองและยิ้มทักทาย

อาจเพราะเธอยังมิได้รับรู้ถึงความในใจของผม

ใครจะบอกได้ว่า มันดีแล้วหรือไม่ ที่เธอยังมิได้ล่วงรู้...

ตอนนี้มีเพียงสายลมที่ตอบผม

เพียงแต่ ผมไม่รู้ว่า สายลมตอบว่าอะไร

.

.

.

คงได้แค่ ปล่อยให้สายลมพัดบอกอยู่อย่างนั้น

ทำได้แค่เพียงรอ...

รอ...วันที่สายลมพัดเป็นคำตอบ หรือเมื่อไรที่ผมจะได้ยินมัน

คำตอบที่อยู่ในสายลม อันพัดโอบล้อมรอบทั้งผมและเธอ

 

หากแต่ตอนนี้คงยากที่จะได้ยินคำตอบนั้น

ผมเพียงทำได้แค่ขอ ขอให้สายลมที่พัดอยู่รอบตัวเราทั้งคู่

พัดเป็นเสียงเดียวกัน...

 

(แด่...ละอองอารมณ์ที่ฟุ้งกระจายอยู่ท่ามกลางสถานที่โรแมนติกที่หนึ่งใน ม.เกษตรศาสตร์)

 

 

   ณ ดินแดนแห่งนั้น ผมได้เห็น ใบหน้าชายชราใจดีที่ไร้นาม, ลูกหมู4ตัว กำลังครื้นเครงกับมื้ออาหาร, นกที่มีปีกเป็นมหาสมุทร แม้กระทั่ง รอยยิ้มที่สวยที่สุดในโลกของเธอ ก็ปรากฎขึ้นที่นั่น

   ณ ดินแดนแห่งนั้น ผมได้ชื่นชม ปราสาทลึกลับสีขาว, ทุ่งดอกไม้กว้างใหญ่ที่มีสองชั้น, เตียงนอนของยักษ์เฒ่า5ตา แม้กระทั่ง บ้านของหัวใจที่วาดขึ้นด้วยคำว่า "เรา" ยังคงตั้งอยู่ที่นั่น

   ณ ดินแดนแห่งนั้น ผมได้รับรู้ เรื่องราวแห่งจินตนาการ ที่มากมายไม่รู้จบ และในบางครั้งที่ เรื่องราวความเป็นจริงที่คุ้นเคย ถูกฉายซ้ำอีกครั้งที่นี่

   และ ณ ดินแดนแห่งนั้น ที่ผมได้ปลดปล่อยให้จิตวิญญาณทำหน้าที่นำพาชีวิตกระจ้อยร่อยของตนรุดหน้าก้าวย่างไปตามกาลเวลาแห่งความเป็นจริง แทนร่างกายที่มีพฤติกรรมเป็นสัญลักษณ์

                                                                                               ...
 

   ทุกวันนี้ แม้จะมีเรื่องราวมากมายต่างๆนาๆ ทั้งร้ายดีผ่านเข้ามาในชีวิต กับบางเรื่องแค่ 'แวะ' ผ่านเข้ามาและออกไป แต่กับบางเรื่องที่เข้ามา แต่ไม่หลุดลอดออกไป

   เหตุที่ไม่ 'ออกไป' คงมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การรั้งเอาไว้โดยตัวเอง และ การหยุดฝังไว้ โดยไม่ได้รับอนุญาต(จากตัวผม)

   ผมไม่สามารถรู้ได้ว่า เรื่องไหน จะผ่านเข้ามาและจากไป หรือ เรื่องไหนจะฝังรากอยู่ในชีวิตอย่างถาวร

   สิ่งที่คิดว่าตัวเองรู้ คือ เรื่องราวที่เข้ามาทุกๆเรื่อง มันฝากหรือทิ้งอะไรไว้ให้กับชีวิตนี้ไม่มากก็น้อย ซึ่งมันทำให้ 'ผม' เป็น 'ผมในปัจจุบัน'

   
                                                                                           ...

   ไม่รู้ว่า มันเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหน 
    
  
ช่วงเวลา ที่ผมหลงใหลไปกับการเฝ้ามอง ดินแดนแห่งนั้น
    
  
สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นดั่งผืนผ้าใบที่มีขนาดกว้างใหญ่ พอจะคลุมโลกนี้ได้หมดทั้งใบ 
    
  
ความกว้างใหญ่ของมัน ดึงดูดให้ตัวผม 'หยิบพู่กันแห่งจิตใจ' จุ่มไปที่ 'สีสันแห่งความคิดและจินตนาการพลันสรรค์สร้าง 'ภาพเรื่องราวอันแสนวิเศษให้เกิดขึ้นบนนั้น (ที่ว่าแสนวิเศษ คงเป็นเพราะ มันเป็น ภาพ ที่ความจริงและความฝันมาบรรจบซ้อนทับกันจนยากที่จะแยกออกจากกัน)
     
  
เพราะ ดินแดน แห่งนั้นถูกสร้างขึ้นโดย "ชีวิต" ที่มี 'จิตใจ' เป็นส่วนประกอบหลัก พร้อมด้วยเรื่องราวต่างๆมากมาย มันจึงมี มิติที่4 นั่นก็คือ 'จิตวิญญาณ'

  
คงไม่ผิดนัก หากจะกล่าวซ้ำอีกครั้งว่า ชั่วขณะที่ผมได้มองไปที่ดินแดนแห่งนั้น มันเหมือนกับ 'จิตใจ' ได้ถูกวาง ตั้งไว้ ในซอกใดซอกหนึ่งของที่นั่น ทำให้บางครั้ง ผมคิดว่า ไอ้ความรู้สึกหลงใหลที่เกิดขึ้นนั้น คงมาจากสาเหตุนี้กระมัง 
 
  
เพราะ เมื่อชีวิต ต้องประสบพบเจอกับเรื่องราวมากมาย ที่ไม่รู้ได้ว่ามันจะมาเมื่อไร อีกทั้งยังเกินกว่าที่จะคาดเดาได้ว่าจะผ่านมันไปอย่างไร(เพราะเรื่องจริง เราทำได้เพียงคาดคะเนถึงผลของมัน) 

  
การนำ 'จิตใจ' ของเราซึ่งเป็นส่วนที่จะต้องสัมผัสและรับรู้เรื่องราวเหล่านั้นโดยตรง ไปวางไว้ที่ใดที่หนึ่ง มันคงเป็นการให้ "หัวใจได้พักผ่อน" ก่อนที่จะต้องลุกขึ้นมาเผชิญกับสิ่งใด

  แม้บางครั้งจะต้องพบเจอกับเรื่องที่ไม่พึงใจ แต่ผมก็รู้สึกอบอุ่นและสดชื่นทุกครั้งที่เงยหน้าและมองขึ้นไป... 

 

   "ดินแดน" แห่งนั้นยังคงตั้งอยู่เบื้องบน มันทอดตัวขนานกับสายธารแห่งชีวิตที่เวียนวนไม่รู้จบนี้...อยู่เสมอ

 

 

...ที่ริมตลิ่ง ในตอนเย็นของทุกวัน ช่วงฤดูหนาว

มีบรรยากาศอ้างว้าง เปล่าดาย จากชายชรา ผู้สิ้นนาม ไร้บ้าน และขาดมิตร

จิตอันเปลี่ยวเหงา หลบซ่อนไว้ในท่าทีเหม่อหมองของดวงตา กับกายาที่นิ่งสงัด

กับสายน้ำที่ไหลเอื่อย กับสายลมที่โบกโบย กับความรู้สึกหนาวเหน็บที่กลวงเปล่า

คำบอกเล่าเรื่องราวโมงยามนี้ อาจแทนได้กับ ภาพเขียนขาวดำ ซึ่งจัดแสดงในหอศิลป์อันรุ่มรวยด้วยความเงียบ

 

...ที่ริมตลิ่ง ในตอนเย็นของวันหนึ่ง ช่วงฤดูหนาว

บ้านแห่งความเหงา ต้องเปิดรับการมาเยือน จากแขกที่ไม่เคยคิดจะรับเชิญ

ลูกหมามอมแมม เดินตัวสั่น เข้ามาแอบอิง เคียงกาย ข้างชายชรา

สายตาอันเย็นชา เหลียวหันมาดูด้วยฉงนใจ แต่หมาน้อยเพิกเฉยต่อทุกสิ่งที่ดำเนินไป

กลับรุกร้ำข้ามไปนอนนิ่งเหนือหน้าตักของชายชรา เหนือหน้าตักจากผิวหนังที่แห้งเหี่ยวโรยรา

 

...ที่ริมตลิ่ง ในตอนเย็นของวันนั้น ช่วงฤดูหนาว

ชายชรายังคงนั่งเหม่อมองไร้จุดหมาย กับลูกหมามอมแมมคุดคู้อยู่คู่กาย

ลมหายใจหมาและคน สอดรับประสานกัน แม้ไม่พร้อมเพรียง แต่กลมกลืนลื่นไหล

ระหว่างนั้น ไร้ซึ่งภาษาสื่อสารในสิ่งใด คงมีเพียงความเงียบงันอันเป็นเพื่อนที่คุ้นเคย

ความอบอุ่นที่เพิ่มพูน ทั้งคู่ต่างรับรู้อยู่ข้างใน

สิ่งที่ต่างไปจากทุกครา ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงปัจจุบันกาล

จนคล้ายกับว่า ภาพเขียนที่เงียบเหงา ถูกระบายสีสัน สร้างจิตวิญญาณ  

 

 

     “... กรุงโซล... เกาะเชจู... กิมจิ(เผ็ด)... เหล้าโซจู... หนุ่มตี๋สาวหมวย... K-POP... บอยแบนด์&เกิร์ลกรุ๊ป (ที่มาพร้อมท่าเต้นทรมานใจคุณยาย)... เอสเจ (SJ)... วอนเดอร์ เกิร์ล (น่ารักทั้งวง)... หนัง ละครซี่รี่เศร้าซึ้งถึงทรวง... ฟลูเฮ้าส์... คอฟฟี่ ปริ้นซ์... ยัยตัวร้าย... คิมซัมซุน... พี่เรน (กล้ามโต)... วอนบิน... จวนจีฮุน (สวยมาก)... ยุนอึนเฮ... ซา-รัง-เฮ-โย...” สิ่งต่างๆเหล่านี้ไหลผ่านเข้ามาในห้วงความคิดคำนึงส่วนตัวโดยพลัน ทันทีที่ได้มีโอกาสลองนั่งมองเรื่องราวเกาหลีแบบมีสติ!

     จริงหรือไม่ที่ว่า ตอนนี้มองไปทางไหนในบ้านเมืองเราก็จะเจอแต่ความเป็นเกาหลีอยู่แทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะแนวเพลงเกาหลี หนังเกาหลี ซีรี่เกาหลี ดารานักร้องเกาหลี แฟชั่นเกาหลี ทรงผมเกาหลี เครื่องสำอางค์เกาหลี เครื่องดื่มเกาหลี เลยไปจนถึง เนื้อย่างเกาหลี!

     จากปรากฎการณ์นิยมเกาหลี ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น คงเป็นเรื่องธรรมดาของการไหลบ่าทางกระแสวัฒนธรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นความปกติของยุคสมัยที่โลกเชื่อมต่อถึงกันได้หมด และหากมองให้ดีๆแล้ว กระแสนิยมเกาหลีนั้น ก็คงเหมือนกับกระแสนิยมอื่นๆ ที่เคยฮิตกันอยู่ในบ้านเมืองเรามาก่อนหน้านี้ คือมีช่วงที่พีคกันสุดขีดและลดหลั่นลงตามสมัยนิยม

     เพียงแต่ผมกลับตั้งข้อสังเกตกับตัวเองเงียบๆ ในเรื่องของสาเหตุที่ทำให้ “ความเป็นเกาหลี” มาแรงจนแซงทางโค้ง “ความเป็นลูกทุ่งเลือดไทย” แบบของเราชนิดทิ้งไม่เห็นฝุ่นนั้น น่าจะมาจากการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ต่างกันของทั้งสอง

     ความเป็นเกาหลี ถูกนำเสนอในลักษณะที่ตอบสนองกับความฝันภายในตัวบุคคล ดูสดใส มากด้วยจินตนาการชวนให้หลงใหล อย่างในซีรี่เรื่องดังๆที่มักแต่งแต้มผูกเรื่องเหนือจริง ดั่งนิยาย และเน้นประเด็นความรักที่ซาบซึ้งอบอุ่นสะเทือนอารมณ์จนเขย่าอวัยวะใต้อกซ้ายได้ทุกทีที่ติดตาม การจัดฉากที่สวยงามเสมือนดินแดนแห่งฝัน ทรงผม สไตล์การแต่งตัวของดารานักร้องที่(ถูกจัดให้)มีลักษณะคล้ายกับเจ้าชายและเจ้าหญิงในจิตนาการ

     แต่หากลองกลับมามองที่มุมของ ความเป็นลูกทุ่ง แบบไทยเราที่ถูกนำเสนอแบบตรงๆ ซื่อๆ เน้นเรื่องราวความเป็นไปของชีวิต ที่ทั้งจริงใจและจริงจัง จนบางครั้งมันก็ดูรันทดกับความเป็นจริงที่ต้องยอมรับและอยู่กับมัน อย่างในภาพยนตร์ที่ชี้ให้เห็นภาพของความเป็นลูกทุ่งชัดๆ บางเรื่อง ที่จำลองให้เห็นความขันขื่นสมจริงของชีวิต หรือบทเพลงลูกทุ่งหลายๆเพลง ที่มักนำเรื่องราวชีวิตจริงมาเล่าด้วยท่วงทำนอง

     ด้วยความต่างของภาพลักษณ์ที่ทั้งสองมี บ่งบอกว่าการที่คนๆหนึ่งเลือกที่จะเกาหลี อาจจะเป็นเพราะภาพอันสวยงามที่หาได้จากกระแสนิยมคลื่นนี้ หรือเพียงเพื่อต้องการหลบออกมาจากความเป็นจริงของชีวิต ที่ขมขื่นและจริงจังหนักแน่น

     ข้อสังเกตเหล่านี้ไม่ได้ต้องการเปรียบเทียบว่า “ความเป็นเกาหลี” ดีหรือแย่กว่า “ความเป็นลูกทุ่ง” ของเราแต่อย่างใด เพราะทั้งสองต่างมีลักษณะส่วนตัวอันเป็นเอกลักษณ์ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล มันเป็นแค่ก้อนความคิดที่ร่วงหล่นลงบนกระดาษ...เป็นเพียงแค่นั้น

 

 

     ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่า หลังจากกระแสโลกาภิวัฒน์ได้พัดผ่านเพิ่มความเร็วให้โลกใบนี้ หลายสิ่งหลายอย่างกลับแปรเปลี่ยนผันไป วิทยาการด้านต่างๆ ได้รับการพัฒนาให้ก้าวไกลมากขึ้น การไหลบ่าของวัฒนธรรมจากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง จนหลอมรวมและยากที่จะแยกกันออก ไปจนถึงการครอบงำทางระบบสังคม ที่บีบให้เมืองเล็กต้องเปลี่ยนวิถีการจัดการเพื่อสอดรับกับระบบแบบเมืองใหญ่ แม้ว่าเรื่องดังกล่าวที่พูดไปอาจไกลตัว แต่มันก็ส่งแรงผลักดันมาถึง การดำเนินชีวิตของเราทุกคนในโมงยามปัจจุบัน ที่ต่างต้องเร่งฝีเท้าวิ่งให้เร็วตามโลก ชนิดที่เรียกว่า เดิมพันด้วยเหรียญแห่งชีวิต กันเลยทีเดียว

    

     ด้วยโลกที่หมุนเร็วขึ้นกว่าเดิม อีกกระแสสังคมที่วิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง จนบางเวลาอาจพลาดพลั้งหลงลืมที่จะเหลียวมองสิ่งต่างๆที่รายล้อมอยู่รอบกาย...แม้เพียง ”ตัวตน” ที่เป็นของเราเอง

    

     แท้จริง การเร่งรีบจังหวะชีวิต คงไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้ามองในแง่ของการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอด เพียงแต่หากให้ชีวิตได้มีโอกาสหยุดวิ่ง แล้วย้อนมองกลับหลังไปยังเส้นทางที่ผ่านเลยมา อาจพบชิ้นส่วนของบรรดาสิ่งต่างๆ ที่เราละเลย หรือมองข้ามพวกมันไป ร่วงหล่นอยู่ตามลู่วิ่งของชีวิต    

    

     ...เรา ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับงาน เพื่อเพิ่มพูนมูลค่าทางสังคมอย่าง เงินและตำแหน่ง แต่มูลค่าทางจิตใจกับคนรอบข้าง กลับลดน้อยลง

    

     ...เรา จดจำกำหนดการประชุมกับหัวหน้างานได้ทุกครั้ง แต่กลับหลงลืมวันเกิดของผู้ให้กำเนิด

    

     ...เรา ไปร่วมร้องรำสังสรรค์กับเพื่อนฝูง เพื่อรักษามิตรภาพ แต่กลับไม่สนใจที่จะดูแลสุขภาพของตัวเอง

    

     ...เรา มุ่งเดินไปยังเป้าหมายตรงหน้า จนมองข้ามแง่งามบางมุมที่อยู่ระหว่างเส้นทางของชีวิต

    

     กับส่วนที่ร่วงหล่นเหล่านี้ มันกำลังส่งเสียงร้องบอกอะไรบางอย่างกับชีวิตที่ผ่านมาของเราทุกคน

    

     บางทีสิ่งที่ละเลย อาจเป็นเพียงเสี้ยวสะเก็ดฝุ่นจากการวิ่งตามโลก แต่ในบางครั้ง สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญของชีวิตที่เราทำมันหล่นหาย”

 

 

   หากให้ลองจัดอันดับ กิจกรรมที่คนส่วนใหญ่นิยมเลือกทำกัน ในช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากภาระหน้าที่การงานต่างๆแล้ว ผมเชื่อว่า การออกเดินทางท่องเที่ยว (ที่มีความหมายกว้างกว่าการหนีร้อนไปเดินตากแอร์บนห้างสรรพสินค้าชั้นนำแถวบ้าน หรือเดินไปซื้อโจ๊กให้อาม่าหน้าปากซอย) คงไม่หลุดล่วงพ้นไปจาก 5 กิจกรรมแรกๆ ที่ได้รับความนิยมสูงสุด อย่างแน่นอน

   ทุกครั้งของการท่องเที่ยว ถือเป็นการเปิดประสบการณ์หน้าใหม่ๆ ให้กับชีวิต เพราะแม้ว่าบางครั้งจุดหมายที่ไปจะซ้ำเดิม แต่ประสบการณ์ที่ได้ หรือภาพจำของการเที่ยวในแต่ละครั้ง ดูจะแตกต่างกันออกไป นี่คงเป็นมนต์เสน่ห์อย่างนึงที่ทำให้กิจกรรมนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ที่มีหัวใจของนักเดินทาง

    เราคงพอเคยได้ยินนิยามการท่องเที่ยว ที่ว่า “การออกเดินทางท่องเที่ยว เป็นการสะสมหลักไมล์ให้กับชีวิต” ซึ่งโดยส่วนตัวกับประโยคนี้มันทำให้ผมเกิดการโต้แย้งขึ้นในใจว่า เราจะสะสมหลักไมล์ชีวิตกันไปทำไม? หากไม่ได้มีการเรียนรู้อะไรจากมันเลย

    ทำให้เห็นได้ว่า เที่ยวที่ไหน คงไม่สำคัญเท่ากับ เที่ยวแล้วได้อะไร

    จุดหมายของการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นที่ใด, ทะเลสีครามสดใส หรือ น้ำตกในป่าเขาอันลี้ลับ แม้ในแต่ละสถานที่จะแตกต่างกันไปตามกายภาพ แต่ในทุกๆที่ก็มีเรื่องราวของมันเอง ให้ได้จดจำ ให้ได้เรียนรู้ อยู่ที่เรา (นักท่องเที่ยว) จะสามารถเก็บเกี่ยวเรื่องราวเหล่านั้นไว้เป็นประสบการณ์ของชีวิตได้มากน้อยเพียงไร    

     การเปิดใจให้กว้างเข้าไว้ เพื่อพร้อมรับกับทุกสิ่ง ทุกประสบการณ์ที่จะได้ไปพบเจอจากการท่องเที่ยว คงพอเป็นเคล็ดลับ(อันที่จริงมันก็ไม่ลับแล้วหลังจากเขียนไว้ในบทความนี้) อย่างนึง ที่จะช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวให้ได้อะไรกลับมาเรียนรู้ในชีวิตต่อไป

    หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก่อนออกไปท่องเที่ยวครั้งต่อๆไป ควรจัดเตรียมสัมภาระที่จำเป็นในกระเป๋าเดินทางให้ครบถ้วน แล้วอย่าลืมทำกระเป๋าใบน้อยที่อยู่ภายในใจของเราให้มันว่างไว้สำหรับเก็บสัมภาระ ที่รออยู่ตลอดการเดินทางด้วยนะครับ