รอบตัวฉัน

posted on 27 Jul 2010 20:44 by skyboy

 

หากฉันได้ลองหลับตา แล้วพร่ำบอกกับตัวเองให้นึกย้อนกลับหลังไป ความดำมืดในดวงตาฉุดลากตัวฉันไป อันที่จริงเป็นการเดินทางด้านใน ทุกอย่างพลันเดินถอยหลังไปด้วยจังหวะการเร่งที่คงที่ เหมือนการไล่โน๊ตไปตามบันไดเสียงแบบย้อนกลับ ต่ำขึ้นหาสูง และจากสูงลงมาต่ำ

 

เมื่อความมืดมิดกลืนกินหยดเวลาไปปริมาณหนึ่ง เส้นแสงหลากสีจางๆลากตัดผ่านเข้ามาอย่างไร้ทิศทางและยุ่งเหยิง จนในยามหนึ่งพื้นที่สีดำถูกทาบทับด้วยเรื่องราว

 

ฉันจำไม่ได้แล้วว่าเคยเห็นบันไดลักษณะนี้ที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า แต่ความรู้สึกคุ้นเคยกับมันกลับก่อตัวอยู่ลึกๆข้างในใจ บันไดแต่ละขั้นดูเรียบง่าย อาจเป็นเพราะลักษณะกายภาพและสีขาวที่ทาเคลือบผิวมันไว้ ก่อตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด สิ้นไร้ราวจับกับการยึดมั่นในแต่ละก้าวที่ล่วงเดินขึ้นไป บันไดตั้งอยู่เช่นนั้น อยู่เบื้องหน้าของตัวฉัน และมันแลดูจะวางอยู่อย่างนั้นตลอดไป

 

ลมหายใจอย่างสั้นแวบเข้ามาดึงสติของฉันให้นั่งลงสงบนิ่ง ฉันไม่รู้ลมหายใจนั้นหอบเอาอะไรมาด้วย เพียงแต่ทันทีที่มันเกิดขึ้น ฉันก็พบว่าตัวเองกำลังเฝ้ารอสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เดินลงมาจากบันไดเบื้องหน้านี้แล้ว

 

ไม่รู้หรอกว่าหลังจากนั้นฉันหายใจอีกหรือเปล่า หรืออันที่จริงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ในอากัปกิริยาแบบใด เพราะฉันกำลังมุ่งความสนใจไปที่ด้านบนสุดของบันไดนั้น เพียงเฝ้ารอ ... คาดหวังอย่างนั้นไปตลอดการเดินทางของเข็มนาฬิกาจะพาไป

 

ในบางที มีความคิดบางอย่างเกิดขึ้นในห้วงเวลานั้น อาจเป็นการคิดถามกับตัวเองด้วยเพราะเกรงกลัวต่อการสิ้นสุดของลมหายใจ "ฉันจะรอไปถึงเมื่อไร? บางทีมันอาจเป็นความว่างเปล่าที่เดินลงมา" แต่อย่างที่ฉันรู้ดี แม้มนุษย์หวั่นเกรงต่อความไม่แน่นอนของตัวเอง จึงใช้กระบวนการภายในบางอย่างมาเปลี่ยนมันให้เป็นผลได้ที่เข้าข้างตัวเอง และแน่นอนตอนนี้ฉันคิดว่า สิ่งที่รออยู่มันเป็นเรื่องดีๆที่(อาจ)จะเกิดขึ้น

 

เสียงก้าวเท้าของเธอ แทรกลงมาระหว่างเวลาและความเป็นไปในฉากนั้น ...

 

ฉันมองเห็นได้จากตรงจุดนั้น เธอยังคงก้าวเดินลงมาเรื่อยๆ และในทุกก้าวของเธอเหมือนจะสอดประสานกับทุกท่วงทำนองลมหายใจของฉัน ดั่งว่า หากเมื่อไรที่การก้าวเดินนั้นยุติลง ปราการชีวิตที่สร้างด้วยอิฐของลมหายใจก็สั่นคลอน

 

ภาระความคาดหวัง โซ่ตรวนแห่งการเฝ้ารอเหมือนถูกปลด ฉันเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้นในเสี้ยวหนึ่งของนิยามเวลา เพราะหลังจากนั้นในความเงียบหลังฉากแห่งความยินดี มีการเติบใหญ่ของอีกหนึ่งปิศาจที่แพร่เชื้อความหวังในอีกชั้นของจิตใจ นั่นคือ การหวังให้ทุกอย่างจบลงและดอกไม้จะผลิดอกบานอยู่เช่นนั้น ไปตลอดกาล

 

เมื่อสิ้นจังหวะสุดท้ายของการสบตาระหว่างกัน ฉากเหล่านั้นก็เริ่มหมุนกลับด้วยกลไกของการเดินย้อนกลับมายังโลกก่อนปิดตา ฉันถูกแรงปริศนาดึงกลับมา และทันใดนั้นจึงหันไปคว้ามือเธอ ภาพตรงหน้าทุกอย่างสีซีดลง เป็นขาวดำ และก่อนที่มันจะมืดสนิทไป ทั้งสองมือผละออกจากกัน

 

ฉันลืมตา และไม่มีสิ่งใดยืนอยู่ตรงหน้า ในมือเต็มไปด้วยความว่างเปล่าอันเงียบและเย็นเฉียบ มองไปข้างนอกหน้าต่าง ภาพด้านนอกบอกในสิ่งที่เคยเป็น โลกที่สะท้อนตัวฉันในแบบเดิม บอกว่ามันยังคงหมุนเป็นวงกลมอยุ่เช่นเคย

 

 

 

 

ใต้หนึ่งนิมิตรที่เป็นนิรันดร์ สองมือว่างเปล่ากอดรัดและปลดปล่อยในวินาทีเดียวกัน ฉันฝันและไม่ฝัน ยืนอยู่บนความจริงที่ไม่มีจริง เหมือนเด็กชายท้องฟ้าที่พยายามโอบกอดเด็กหญิงท้องทะเล แต่สภาพการณ์ด้านขนานไม่ได้เป็นอาจารย์ของเด็กทั้งสอง ที่ไม่เคยสอนวิชาความน่าจะเป็นให้ได้รู้จักและเข้าใจ จนเกินจะคาดหวังด้วยแนวทางของตรรกะ ท้ายสุดจึงเป็นเพียงภาพจริงจอมปลอมที่สะท้อนได้ในดวงตา

 

***

ขอขอบคุณภาพถ่ายจากเพื่อนต้น, ขอบคุณดวงตาที่มองเห็น, ขอบคุณความทรงจำที่วาดความรู้สึกเป็นตัวอักษร และขอบคุณท้องฟ้าและทะเลที่มองดูตัวเราเดินทาง

~ เด็กชายท้องฟ้า ~

 

หนึ่งวันที่...

posted on 08 May 2010 03:27 by skyboy

 

วันนั้นเป็นหนึ่งวันที่ไม่ธรรมดา

อาจเพราะเป็นความตั้งใจของเราทั้งคู่ ...ไม่ ไม่สิ!?! อันที่จริงมันเริ่มต้นมาจาก เธอต่างหาก ที่ตั้งใจจะทำให้วันหนึ่งวันนั้นมีความหมายต่อชีวิตฉันและเธอ หลังจากวันที่ไม่ธรรมดาวันนั้น เราคงต่างจดจำ

 

วันนั้นเป็นหนึ่งวันที่ฉันตื่นจากความเมาได้

หากว่าในเวลาปกติ หลังผ่านพ้นราตรีแห่งเมรัยมาได้ เช้าหลังจากนั้นสำหรับฉันมันช่างเป็นเช้าที่แสนหนัก การฟื้นตื่นจากนิทราสุราอย่างสดชื่นแจ่มใสไม่เคยปรากฎอยู่บนสมุดบันทึกชีวิตของฉันเลยสักนิด มันไม่เฉียดเลย! แต่สำหรับเช้าวันนั้นของฉัน(อันที่จริงเป็นเที่ยงวันนั้นของนาฬิกา) มันทำให้สมุดบันทึกชีวิตเล่มนี้ต้องเปลี่ยนแปลงไป ภาพใบหน้าในกระจกที่ส่องสะท้อนกลับมาอาจดูอึนๆ เซื่องๆ ซึมๆ เหมือนคนยังไม่สร่างดีไปบ้าง แต่สำหรับความรู้สึกอันไหลวนอยู่ข้างในตัวฉันที่กระจกไม่ได้สะท้อนกลับมา มันช่างดูอิ่มเอมและกระตือรือร้นร้อนรนต่อสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าอยู่ทุกช่วงลมหายใจ การขัดกันของภายในและภายนอกทำให้บรรยากาศของห้องดูแปลกไปจากวันเดิมๆ หลังจากใส่รองเท้าผ้าใบสีน้ำตาลไหม้เสร็จ ฉันเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูพร้อมทั้งออกแรงดึงเพื่อปิดมัน เสี้ยววินาที ก่อนที่ประตูจะปิดสนิท ฉันมองผ่านหน้าต่างกระจกด้านในสุดของห้องออกไปยังสวนกล้วยที่อยู่ข้างนอกนั่น ต้นกล้วยชูใบโต้ไปกับลมและท้องฟ้าวันนั้นสำหรับฉันมันช่างดูครึ้มนัก เสียงถอนลมหายใจแอบดังซ้อนอยู่ในเสียงปิดประตูที่ดังกว่า และภาพท้องฟ้าสีครึ้มก็ถูกละไปจากสายตา

 

วันนั้นเป็นหนึ่งวันที่อากาศแปลกไปจากเดิม

สภาพอากาศในแต่ละวันก่อนหน้านั้น คงเป็นอากาศที่ช่างถูกกาลเทศะสำหรับอุณหภูมิช่วงสิ้นมีนาคมย่างสู่เมษายนในประเทศเขตร้อนอย่างเมืองไทย แต่ละวันที่เลยผ่านช่างร้อนอบอ้าว ฉันรู้สึกว่าปีนั้นร้อนกว่าทุกปีและปีต่อๆไปก็คงจะร้อนกว่านี้อีกแน่นอน เพียงช่วงระยะทางสั้นๆ ก่อนที่รถเมล์จะถึงจุดหมาย โทรศัพท์ของฉันมันสั่นเตือนว่าเธอโทรเข้ามา ฉันกดรับสาย เธอเพียงโทรมาบอกให้รู้ว่ากำลังนั่งรออยู่ที่ป้ายรถเมล์ป้ายนั้น ฉันพยักหน้าพร้อมทั้งบอกให้เธอรู้ว่ารถเมล์วิ่งถึงไหนแล้ว คงหลังจากที่แต่ละคนรับรู้การมาถึงของกันและกันได้แล้วนั่นแหละ คำว่า “อืม” สั้นๆ จึงเข้ามาปิดการสนทนาทางโทรศัพท์ของเรา ที่นั่งริมหน้าต่างด้านหลังสุดของรถเมล์รับรู้ได้ถึงลมที่พัดสวนเข้ามา ฉันรู้สึกว่าลมวันนั้นไม่เหมือนลมของวันที่ผ่านๆมา แน่นอนมันไม่ใช่ลมร้อน อีกทั้งกระแสลมวันนั้นพัดผ่านแบบไม่เร่งร้อนดุดันแต่กลับนิ่งเงียบและเยือกเย็นกว่า อาจพูดไม่ได้เต็มปากว่าสายลมวันนั้นทำให้ฉันรู้สึกเย็นสบายมากกว่าเดิม เพราะบางวูบของลม ฉันรู้สึกได้ถึงความเย็นชาของสายลมในอากาศ รถเมล์วิ่งเข้ามาจอดเทียบป้าย ฉันเดินตามหญิงแก่คนนึงลงมาที่พื้นทางเดินริมถนน หันขวาและเดินเลี่ยงผู้คนตรงขนานไปกับตัวรถเมล์ เลยไปจนสุดที่นั่งรอรถเมล์ ฉันเห็นเธอยืนอยู่ใกล้กับบันไดเลื่อนขึ้นรถไฟฟ้า ซึ่งไม่ไกลจากจุดที่ฉันกำลังยืนอยู่เท่าไรนัก ฉันเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น จนเมื่อไปถึง เรามองหน้าและทักทายกัน มาถึงเวลานั้นอากาศเริ่มหนาว และสายลมที่ไม่คุ้นเคยพัดผ่านรอยยิ้มเล็กๆของเธอ อีกครั้ง

 

วันนั้นเป็นหนึ่งวันที่ฉันได้ไปยังสถานที่ที่ไม่เคยไป

ในขณะที่ข้างนอกแวดล้อมไปด้วยเหล่าตึกสูงชันโอ่อ่าอันเป็นจุดเด่นของความเป็นเมือง มีถนนหลายสายมากมายตัดผ่านพาดูแล้วมึนงงและสับสน ควันจากท่อไอเสียรถยนต์หลากประเภทลอยคว้างเป็นม่านหมอกบอกเป็นนัยให้รู้ถึงเงื่อนไขบังคับอันเร่งรีบเพื่อรับให้ทันกับการวิ่งของโลกที่รวดเร็วและฉับไว ภายในสวนสาธารณะแห่งนั้นกลับมีบรรยากาศที่สวนทาง สิ่งที่สัมผัสได้คือความเคลื่อนคล้อยแช่มช้าอย่างรื่นรมณ์ นอกจากนั้นแม้ว่าความร่มรื่นที่มาจากหมู่มวลแมกไม้หลากชนิดนั้น จะเกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างฝืมือการจัดแต่งของมนุษย์บ้าง ความเป็นธรรมชาติบ้างก็ตาม แต่ฉันก็ยอมรับว่าเมื่อเดินอยู่ในสวนแห่งนั้นแล้ว มันให้ความรู้สึกเหมือนกับตัวเองหลุดเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่งที่แตกต่างไปจากโลกใบเดิมที่เคยอยู่มา มันเหมือนเดินอยู่ในความฝัน และสิ่งหนึ่งที่คอยย้ำเตือนความรู้สึกพาฝันที่ว่าให้อยู่กับฉันตลอดเวลา คือผู้หญิงที่เดินอยู่เคียงข้างกัน ฉันยังแอบสังเกตเห็นว่าตลอดระยะทางที่เราเดินไปด้วยกันมีรอยยิ้มที่มั่นคงของเธอประกอบเป็นฉากหลังอยู่ด้วย หรือหากแท้จริงแล้ว รอยยิ้มของเธอต่างหากคือตัวละครเอกที่กรีดกรายท่าทางอยู่ตลอดการแสดงในวันนั้น เพราะฉันดันเผลอตกลงใจกับตัวเองไปแล้วว่าจะคอยเป็นผู้รับชมนาฎกรรมเล็กๆ แห่งนี้ไปจนตาย เธอหันมาบอกกับฉันว่า เธอเคยมาที่สวนสาธารณะแห่งนั้นแล้วครั้งหนึ่ง และเธอชอบมาก เลยคิดว่าถ้าเราสองคนได้มาด้วยกันก็คงจะดี ครั้งนั้นเธอเลยเป็นฝ่ายออกตัวชวนให้ฉันมา และอันที่จริงแล้วเราสองคนเคยคุยกันไว้ว่าอยากไปที่นั่นให้ได้ซักครั้งหนึ่ง ฉันเลยรับปากทันทีที่เธอชวน เธอแหงนหน้ายิ้มให้กับท้องฟ้าสีโทนน้ำตาลขรึมก่อนจะพูดต่อมาว่า ดีจังวันนี้อากาศเย็นสบายดี ไม่ร้อนเลย ฉันเพียงพยักหน้าและยิ้มแห้งๆตอบกลับไป เธอตอบรับยิ้มแห้งๆ นั้นด้วยการขมวดคิ้วก่อนจะถอนหายใจสั้นๆ คำชวนให้ไปเช่ารถจักรยานมาขี่จากเธอดูจะตรงกับความคิดแวบหนึ่งของฉันที่โผล่ขึ้นมาตอบปัญหาเรื่องระยะทางของการเดิน การเช่าจักรยานขี่ไปทั่วสวนแห่งนั้นดูจะเป็นกิจกรรมธรรมดาประจำอยู่แล้ว จักรยานให้เช่ามีมากมายหลายสีสันและรูปแบบ เธอเลือกจักรยานบ้านคันสีชมพูเข้มดูอ่อนโยนและเช่าเสื่อเพื่อปูรองนั่งและนอนในสวน ฉันฝากเธอซื้อลูกชิ้นปิ้งกับน้ำแก้หิวและกระหายขณะกำลังตกลงเรื่องจักรยานกับทางร้าน คนพร้อมเสบียงพร้อม ล้อจักรยานจึงเริ่มเคลื่อนไปด้วยแรงปั่น ฉันปั่นเธอซ้อนท้าย เมื่อจักรยานเริ่มเคลื่อนตัวคงที่ไปข้างหน้าเรื่อยๆ ลมที่พัดสวนมาก็ค่อนข้างแรง ฉันรู้สึกว่ามือน้อยๆของเธอโอบกอดเข้ามาที่เอว เราจอดพักกันบนเนินหญ้าข้างบ่อน้ำกลางสวน ปูเสื่อเสร็จฉันจึงนั่งลงส่วนเธอล้มตัวนอนอยู่ข้างๆ ตรงนั้นเราได้พูดคุยกันเยอะแยะหลายเรื่อง ฉันกินลูกชิ้นปิ้งด้วยความหิว เธอก็กินบ้างและแอบบ่นว่าอร่อยกว่าที่คิด ขณะที่คุยบ้างเงียบบ้าง ฉันเฝ้ามองเธอในยามที่เธอกำลังทำตัวเองให้งีบหลับ ฉันประหม่าและเกร็งในเวลาที่เธอนอนหนุนตัก เมื่อคอเสื้อของเธอเว้าต่ำลงมาจนเห็นเนินอก เธอจะดึงเสื้อปิดขึ้นไปทันทีที่ฉันเตือน เธอมักไม่ระวังเช่นนั้นเป็นประจำ เธอเล่าเรื่องราวของตัวเธอให้ฉันฟังมากมาย ฉันนั่งเงียบและกล่าวตอบเพียงสั้นๆ เวลาที่เธอให้ฉันเล่าเรื่องของตัวเองให้เธอฟังบ้าง ท่ามกลางบทสนทนาเหล่านั้นดำเนินไป ฉันมองเห็นอดีต ปัจจุบัน อนาคตต่างวิ่งสวนกันไปมา สำหรับฉันในตอนนั้น ภาพการณ์ในอดีตสร้างแรงบีบคั้นมหาศาลและย้ำเตือนสะเทือนแก่อารมณ์และจิตใจอยู่ทุกวินาที อนาคตคือสิ่งที่ลอยคว้างยึดจับไว้ไม่ได้ มีเพียงปัจจุบันที่เป็นลมหายใจคอยบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีกำหนดเวลาของมัน และสำหรับเธอแล้ว ฉันคงไม่มีทางรู้ได้ เวลาผ่านไปนานหลายนาทีพร้อมกับลูกชิ้นที่หมดไป เธอชวนไปขี่จักรยานทั่วสวนกันต่อ เราช่วยกันม้วนเสื่อเก็บถุงขยะแล้วเริ่มเดินออกไปที่ถนนด้านหลังเนิน จักรยานเริ่มออกตัวไปอย่างช้าๆ นั่นคงเป็นเพราะคนปั่นอยากชะลอเวลาให้หมุนช้าลงหากทำได้ ช่วงหนึ่งเธอยื่นหูฟังเอ็มพีสามมาให้กับฉัน เธอบอกว่าเพลงข้างในเพราะดี อยากให้ลองฟัง มีหลายเพลงที่ผ่านหูฉันไป ทุกเพลงมีเนื้อที่ไพเราะและท่วงทำนองดีอยู่แล้ว มีเพียงหนึ่งเพลงที่หยุดทุกอย่างให้เดินช้าลง เธอกล่าวย้ำเพียงว่าเพลงนี้มอบให้เราทั้งคู่ และจริงอย่างที่เธอบอก คำร้องและทำนองในเพลงร้อยเรียงเป็นเรื่องราวได้อย่างลงตัว มันลงตัวมากเกินไปด้วยซ้ำ จนทำให้สายตาของคนฟังอย่างฉันเริ่มพร่ามัวเพราะบางสิ่ง ฉันปั่นจักรยานไปตามทางในสวนเรื่อยๆ ส่วนเธอฟังเพลงร้องตามและโอบเอวของคนปั่นเอาไว้ตลอดทาง ลมที่พัดแรงในวันนั้นตีสวนเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ลมอาจพัดพาเอาสิ่งใดออกไปได้บ้าง แต่คงมีบางอย่างที่เหลือค้างอยู่ เป็นบางอย่างที่ซ่อนลึกอยู่ข้างในตัวฉัน และในบางทีสายตาที่มองทางข้างหน้าอาจไม่ได้สอดประสานกับเส้นทางการวิ่งไปของรถจักรยานอีกต่อไป แต่มันกลับไปผูกโยงและสะท้อนออกมาเป็นภาพจำกับภาพฝันบางอย่างซึ่งตัดสลับกันไปมา ภาพจำกระตุ้นภาพฝันที่คิดหวังให้เกิดขึ้นทั้งที่เป็นเพียงแค่ความอยากจะเป็น มิใช่ความน่าจะเป็น และภาพฝันก็กอดรัดภาพจำเหล่านั้นไว้อย่างไม่ยอมปล่อยมือ ทั้งสองภาพเกาะเกี่ยวกันจนเกิดเป็นหนทางสู่ภูมิทัศน์ที่แปลกประหลาดซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เส้นทางข้างหน้าสำหรับฉันมันไม่คุ้นเคยเลยสักนิด และแน่แท้มันเป็นเรื่องยากเกินคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในสถานที่ที่ฉันเองไม่เคยไปมาก่อน รู้เพียงแค่ว่าที่ฉันทำได้คืออยู่เฉยๆ และปล่อยให้ทุกอย่างนำพาตัวฉันไป ฉันสิ้นไร้ซึ่งอำนาจในการยื้อยุดฉุดรั้งสิ่งใดอีกต่อไปแล้วนับจากที่ก้าวเข้าไปในที่แห่งนั้น จักรยานมาหยุดที่ข้างๆ ม้านั่งยาวตัวหนึ่ง เราตกลงใจจะนั่งพักตรงนั้นด้วยกัน ที่ม้านั่งยาวเราสามารถเห็นทิวทัศน์ในสวนจากมุมสูง อาจเพราะมันอยู่บนเนินที่สูงที่สุดในสวนสาธารณะแห่งนั้น เลยไปด้านหน้าเป็นทางลาดลงไป ด้านล่างเป็นบ่อน้ำแคบๆ มีกอบัวอยู่เป็นหย่อมๆ ที่ตรงนั้นเราค่อนข้างเงียบด้วยกันทั้งคู่ เธอคงกำลังคิดอะไรบางอย่าง และเช่นกันกับฉันที่กำลังคิดถึงบางสิ่งในใจที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ เสียงตามสายจากลำโพงบริเวณนั้นบอกเตรียมตัวเคารพธงชาติในช่วงเย็นของวัน ฉันกับเธอยืนขึ้นพร้อมกัน คนอื่นๆที่อยู่โดยรอบเริ่มหยุดทำกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ มีบ้างบางคนที่เลือกเดินผ่านไปเงียบๆ ขณะที่เพลงชาติดังกังวานไปทั้งสวน พอสิ้นเสียงเพลงจบ ทุกคนก็กลับไปทำกิจกรรมตามเดิม เราสองคนก็เช่นกันที่นั่งลงและเลือกที่จะปล่อยให้บรรยากาศเงียบอยู่เช่นนั้นต่อไป ผ่านไปสักพัก ฉันเอ่ยคำถามที่ค้างคาใจกับเธอสองสามประโยค ไม่สูญเปล่า เธอมีคำตอบให้กลับคืนมามากกว่าจำนวนคำถาม แต่ไม่ใช่คำตอบของคำถามของฉัน มันอาจจะเป็นคำถามที่เธอถามฉันกลับมาและซึ่งฉันก็ไม่สามารถให้คำตอบกับเธอได้เช่นกัน สิ่งที่ทั้งคู่ต่างเห็นคือ เราต่างมีคำตอบที่อยากให้เป็นอยู่ในมือเป็นของตัวเอง แต่มันสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เป็นดั่งเส้นขนานที่ไม่มีวันวิ่งมาตัดกันได้ ต้องยอมปล่อยให้มันวิ่งคู่ขนานกันไปเช่นนั้นเรื่อยๆ  และไม่รู้ว่าเมื่อไรเส้นขนานสองเส้นนี้จะจบลง อาจมีเส้นหนึ่งเส้นใดหายไปหรือหายไปด้วยกันทั้งคู่ สิ่งที่รู้คือ ตอนนี้เรากำลังก้าวเดินไปยังสถานที่ที่ไม่รู้จัก การยอมรับในการก้าวเดินเข้าไปในนั้นแสดงออกด้วยน้ำที่ไหลมาจากดวงตาของทั้งสองคน และฉันกับเธอ เราต่างทำได้เพียงให้กำลังใจซึ่งกันและกันด้วยการจับมือกันและกันเอาไว้ในนาทีที่เงียบและมืดเช่นนั้น

 

 วันนั้นเป็นหนึ่งวันที่ฉันมีเธอ

ฟ้ายิ่งมืดลงทุกที จนถึงตอนที่ดวงไฟตามริมทางในสวนเริ่มทำหน้าที่ส่องแสงสีเหลืองนวลแล้ว เธอลงจากจักรยานและบอกให้ฉันลงมาเดินด้วยกัน เราเดินคู่กันไปตามถนนของสวนสาธารณะที่จะพาไปสู่ทางออก เมื่อรู้ตัวว่ากำลังฝัน อีกไม่นานเราก็จะตื่น ฉันรู้สึกว่าเส้นทางที่เดินไปมันไม่เคยไกลขึ้นหรือใกล้ลงหรอก ตัวเราต่างหากที่เอาใจไปวัดกับมัน ตอนนั้นมีเพียงความเงียบดังกลบเสียงเดินของฉันกับเธอไปจดหมด ก่อนถึงประตูทางออกจากสวนแห่งนั้น เราหยุดเดินกันที่ใต้ดวงไฟดวงหนึ่ง เธอหันมาจ้องหน้า ฉันจ้องตอบ คงคล้ายกับยอมรับร่วมกันว่าทุกสิ่งย่อมผ่านไป แล้วเมื่อถึงวันพรุ่งนี้ เรื่องราวทุกอย่างในหนึ่งวันนั้นก็จะกลายเป็นเพียงความทรงจำของเราทั้งสองคนต่อไป เธอและฉันส่งยิ้มให้กัน สำหรับฉันแล้ว ยิ้มเธอนั้นยังมั่นคงเหมือนเดิม และในไม่ช้าจุดสิ้นสุดของวันนั้นก็ต้องมาถึง ฉันนั่งรถเมล์ไปส่งเธอที่บ้าน เรานั่งคู่กัน ฉันมองผ่านกระจกด้านหน้ารถเมล์ออกไป ความมืดของบรรยากาศภายนอกมีแสงไฟจากรถคันอื่นๆ และจากร้านรวงข้างทางวิ่งตัดผ่านไปมา ฉันรู้ดีว่าอีกไม่กี่นาทีก็คงจะถึงเวลาที่ต้องลากัน เราสองคนต่างมองหน้ากันอีกครั้งหนึ่ง ฉันเห็นเธอมีดวงตาที่แดงก่ำและเริ่มร้องไห้ออกมา ริมฝีปากบอบบางของเธอสั่นเหมือนกำลังพยายามอัดอั้นความรู้สึกมากมายภายในใจเอาไว้ มารู้สึกตัวอีกทีก็จากความชื้นแฉะในดวงตาของฉันที่มีน้ำมาเอ่อนองจนแทบล้น ฉันปิดเปลือกตาลง น้ำตาถูกคัดไหลตกลงมากระทบหลังมือข้างขวา ด้วยใจที่ภาวนา ฉันอยากให้รถเมล์คันนี้วิ่งไปเรื่อยๆ จนหายลับไป และแล้วเหตุการณ์ทุกอย่างหลังจากนั้นก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะจำอะไรไม่ได้เลย เท่าที่รู้คือภาพสุดท้ายที่ฉันได้เห็นและจดจำไว้ได้ไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ เป็นภาพที่เธอยืนอยู่บนปลายสุดของเข็มนาฬิกาอันบิดเบี้ยว เธอมองมาที่ฉัน และยิ้มให้อย่างที่เธอเคยยิ้ม

 

 

 

ลองคิดเล่นๆ กันดูครับว่า ปิดเทอมใหญ่นี้...คุณจะทำอะไรดี???

 

หากคุณยังไม่มีโปรแกรมเดินทางตามใจฉันไปที่ไหน หากคุณรู้สึกเบื่อกับเวลาว่างที่มีมากไป และหากคุณคิดหนักกับการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า หรือเฝ้าหาประสบการณ์พิเศษของชีวิตมหาลัย

 

การไป ออกค่าย ดูจะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถเติมคำในช่องว่างของคำถามข้างบนนี้ได้

 

หรือบางทีก็อาจจะ...ไม่!! - “หากแก้วในมือของคุณ ยังมีน้ำอยู่เต็มอย่างนั้น”

 

(มาถึงตรงนี้ คุณคงเริ่มตะขิดตะขวงใจ นึกสงสัยถึงแก้วน้ำอะไรก็ไม่รู้ที่ผมเอ่ยอ้างไป เอาเป็นว่า เรามาคลายความฉงนงงงวยไปพร้อมกันในระหว่างบรรทัดต่อไปนี้กันดีกว่า)

 

ด้วยความเชื่อ...เราทุกคนต่างถือแก้วน้ำคนละใบในมือ ตลอดชีวิตที่ออกเดินไปเรื่อยๆ เราได้ประสบพบเจอกับเรื่องราวในแต่ละวันมากมายไม่รู้จบ การเดินทางทำให้ประสบการณ์ส่วนตัวเป็นคล้ายกับหยดน้ำที่รินไหลเข้าสู่แก้วของตัวเอง ปริมาณน้ำจึงผันเปลี่ยนตามวันเวลาที่รุดหน้าไป

 

น้ำข้างในแก้ว คงไม่ต่างอะไรกับตัวตนของเราที่กลั่นกรองมาจากสิ่งที่เข้ามาในชีวิต มันหลอมรวมเป็นความนึกคิด ความรู้สึก มุมส่วนตัวที่ใช้มองโลกใบนี้ และขณะเดียวกัน ณ ที่แห่งนั้นย่อมมีทั้งความคุ้นชินและยึดมั่นถือมั่นกับความเป็นตัวเองสูงตามไปด้วย หากเป็นเช่นนั้นแล้ว การถือแก้วเต็มน้ำไว้ในมือ จึงไม่แคล้วกับ การยึดถือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง

 

กิจกรรมการออกค่าย ไม่ว่าจะเป็นของชมรมไหน ออกอาสาสร้างเรือนหรือเดินทางตามชีวิตรอนแรม ต่างก็ล้วนแล้วมีเนื้อหาใหญ่สองประการเป็นสำคัญ โดยอย่างแรก คือ การปลูกฝังจิตสำนึกสาธารณะ ส่วนอย่างหลัง คือ การเปิดโลกทัศน์ให้กับชีวิต

 

โดยพื้นฐาน...การให้ไปด้วยจิตอาสา เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการลดละตัวตนของเราลง เพื่อเหลือพื้นที่ให้คิดถึงคนอื่นมากขึ้น และการไปใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่ พ้นไปจากร่มเงาที่คุ้นเคย ก็ต้องอาศัยความกล้าที่จะตัดสินใจละทิ้งชีวิตในแบบเดิมๆ แล้วออกไปเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆที่รออยู่ตลอดทาง

 

พื้นฐานสองข้อนี้ คงพอเป็นคำตอบให้กับเราได้ว่า ทำไมก่อนไปออกค่ายอาสารอนแรม เราจึงควรเทตัวตนที่คุ้นเคยของเราออกไปจากแก้วที่ถือเอาไว้บ้าง

 

'แก้วที่ปริ่มน้ำ อาจหนัก และล้นได้เมื่อตักเติม

 

ใจที่พอดี จะเอื้อเฟื้อเผื่อที่ให้ผู้อื่นได้พึ่งพา'

 

 

~ศตวรรษ~

 

 

สายลมยามดึกพัดโบกโกยกลิ่นดินจากทุ่งนาข้างทางพุ่งเข้าสู่จมูกของผม ขณะที่กำลังนั่งแช่ตัวอยู่ในรถบัสคันใหญ่ของชมรมพัฒนาชนบทมาร่วมครึ่งคืนแล้ว

 

บรรยากาศภายในและนอกตัวรถไม่แตกต่างกัน มันถูกเคลือบไปด้วยความมืดมิดอันเป็นเสน่ห์ชี้ชวนให้หลงใหลคล้อยตามไปของราตรีที่เงียบสงัด แต่อาจเป็นเพราะความว้าวุ่นทางความคิดระคนปนกับความตื่นเต้นจากข้างใน ที่ช่วยพยุงสติให้คงอยู่ ไม่หลงระเริงไปกับคารมของค่ำคืน ผมจึงยังไม่เคลิ้มหลับไปในห้วงยามนี้

 

"ผมมาที่นี่ทำไม?

 

ความคิดถามที่ดังชัดเจนที่สุดของตัวเอง มันแจ่มชัดเท่ากลิ่นดินที่โชยอยู่ภายในประสาทสัมผัส เพียงแต่การครุ่นคิดหาเหตุผลของการมาออกค่ายพัฒนาที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ ดูจะเป็นการกระทำที่ผิดเวลาไปซักหน่อย

 

 

เหตุผลควรถูกค้นพบและยืนยันหนักแน่น ก่อนการตัดสินใจลงมือทำ...มิใช่หรือ ซึ่งมันคงทำให้พฤติกรรมที่เลือกกระทำดูมีความหมายขึ้นมา และไม่ว่าจะมากหรือน้อยย่อมไม่สำคัญ เพราะอยู่ภายใต้เหตุผล

 

 

แต่สำหรับตัวผมเองที่เลือกจะเก็บของลงกระเป๋า เพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทางไปใช้ชีวิตในพื้นที่ที่ห่างไกลอันไม่คุ้นชิน เป็นเวลา(ตั้ง)สิบวัน กลับไม่มีเหตุผลใดเกินเลยไปจากลมปากคำชวนของเพื่อนสนิท ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกตัวได้ในเวลานี้ ณ ตอนที่ผมนั่งจ้องตากับความมืดมิดนอกตัวรถ ว่าเหตุผลแค่นั้นมันไม่เพียงพอกับตนเอง

 

 

คำถามที่ตั้งตระหง่านขึ้นในความคิดดังกล่าว กำลังถูกคลื่นคำตอบมากมายพัดถาโถมอยู่เป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง เสียงคำรามของคลื่นคำตอบเหล่านั้นฟังพร้อมกันแล้วสับสน แต่เมื่อตั้งใจฟังก็พบว่ามีเพียงเสียงหนึ่งที่ดังชัดโสตประสาท จนชวนให้เพ่งพินิจไปที่มันคำตอบที่ส่งเสียงว่า

 

"มาเพื่อให้”

 

ทันทีที่เหตุผลนี้ผุดขึ้นกลางผืนแผ่นความคิด ผมกังขาในตัวมัน

 

 

เพื่อให้ น่ะมันใช่! แต่ผมจะให้อะไร กับใคร จะให้ได้ขนาดไหน และสิ่งใดกันเล่าจะมาตีค่าพฤติกรรมนี้ ออกมาให้กระจ่างรู้ว่ามันเพียงพอแล้วจริงๆ อีกทั้งเหนือสิ่งอื่นใดความหมายที่แท้จริงของการให้ คืออะไร

 

 

หากคิดย้อนกลับไปจะเห็นได้ว่าความหมายส่วนหนึ่งของการให้ คือ การลดละตัวตนของผู้ให้ลง เพื่อเหลือพื้นที่ให้คิดคำนึงถึงคนอื่นมากขึ้น เพราะเมื่อใดที่ตัวเราเล็กลงไปกว่าเดิม ภาพคนรอบข้างก็จะชัดเจนขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา และเมื่อนั้นจิตเมตตาที่มนุษย์ทุกผู้ทุกคนมีอยู่ภายใน จะค้นพบช่องทางถ่ายเทเพิ่มขึ้นไปกว่าจะไหลวนอยู่แต่กับตัวเอง

 

 

แต่การปล่อยวางตัวตนของเรา อาจต้องกำหนดขอบเขตเอาไว้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะขอบเขตดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่บอกความพอดีของพฤติกรรมการเสียสละเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

 

 

เมื่อความคิดเดินทางมาถึงจุดนี้ ผมพลันนึกถึงคำสอนของญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่ได้บอกกล่าวเชิงสั่งสอนในวันรวมญาติของครอบครัว ช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา

 

"แบ่งอะไรให้ผู้อื่น อย่าลืมเหลือไว้ให้ตัวเองด้วย สบายใจไว้ก่อน”

 

นี่คงเป็นคำสอนที่สะท้อนให้เห็นถึงการลดตัวตนของตนเองลงอย่างมีขอบเขต หรือเรียกว่า การให้อย่างเหมาะสม

 

 

การลดละ...มิใช่การทิ้งขว้าง

 

การปล่อยวาง...มิใช่การปล่อยปละละเลย

 

 

การให้ ที่ดี ควรมีสองทิศทางวิ่งสวนกันและเป็นสมดุลให้ผู้อื่นและให้ตนเอง                               

 

กลิ่นดินจากข้างทางจางหายไปแล้ว พร้อมกับก้อนความคิดที่โลดโผนเริ่มผ่อนคลายลง และถึงแม้จะยังมีเศษเสี้ยวความคิดถามอื่นๆที่ยังตกค้างอยู่ภายใน แต่มันคงหมดไปทันทีที่รถบัสแล่นไปถึงจุดหมายปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้

 

เพราะเมื่อได้ลงมือทำ ผมคงจะได้เรียนรู้ใน การให้ มากกว่าความหมายของมันที่ได้ลองเดินทางค้นหาให้กับตัวเอง

 

~ ศ ต ว ร ร ษ ~

ฉันดีใจที่มีเธอ

posted on 23 Jan 2010 23:52 by skyboy

 

'เช้าวันนี้ต้องเป็นเช้าที่สดใส'...อย่างน้อย ผู้ชายคนที่ตั้งใจจะตื่นมาสบตากับแสงแรกของวัน ก็คิดเช่นนั้นก่อนที่จะทิ้งหัวลงหมอนเข้าสู่นิทรา เมื่อคืนที่ผ่านมา

เมื่อเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลา 5.45 น. ตัวของมันก็เริ่มสั่นพร้อมส่งเสียงดังไปทั่วห้องพักขนาดเล็ก ที่เต็มไปด้วยกองหนังสือ กับเอกสารวางระเกะระกะเต็มพื้น ตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเขียนหนังสือทำด้วยไม้ที่มีขนาดใหญ่จนเกินพอดี มันยิ่งทำให้ห้องนี้ดูคับแคบลงไปกว่าที่เคยเป็นมา

 

เสียงนาฬิกาปลุกยังคงดังอยู่อย่างนั้น  หากเป็นช่วงเวลาอื่น เสียงของมันคงไม่ทำให้รู้สึกหนวกหูได้ขนาดนี้  มันดังจนทำให้ ร่างของชายหนุ่มที่นอนอยู่ข้างๆ เริ่มขยับเขยื้อน หลังจากที่นิ่งไม่ไหวติงมาชั่วข้ามคืน จนในที่สุด นาฬิกาปลุก ก็ทำหน้าที่ของมันได้สำเร็จ

ชายหนุ่ม ตื่นขึ้นมานั่งที่ปลายเตียง พลางขยี้ตาและพยายามปรับสายตาให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะเดินไปเปิดผ้าม่านและหน้าต่างเพื่อรับแสงแรกของวันจากพระอาทิตย์ที่จะสาดส่องเข้ามา แต่เมื่อหน้าต่างถูกเปิดออกเขาก็ต้องผิดหวัง เมื่อพบว่าวันนี้พระอาทิตย์ตื่นสายกว่าปกติ ทำให้ท้องฟ้าตอนนี้ยังมืดอยู่ "เฮ้อ...แย่จัง"  ชายหนุ่มพูดกับตัวเองด้วยความเสียดายที่ต้องพลาดกิจกรรมเติมความสดชื่นให้ชีวิตของวัน ก่อนจะหันหลังเดินเข้าห้องน้ำไป

.

.

.

25 นาทีต่อมา ผู้ประกาศข่าวในโทรทัศน์ที่แขวนอยู่บนกำแพงห้องประกาศว่า วันนี้วันที่ 22 เมษายน 2551 ราคาข้าวสารจะเพิ่มถึงที่สุด…”

ที่ใต้โทรทัศน์ชายหนุ่มยืนจัดเนคไทให้มันเข้าทรงอย่างที่ควรจะเป็น เขาคิดเงียบๆในใจว่านอกจากปัญหาราคาข้าวสารแล้วการผูกเนคไทก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เพิ่มความยุ่งยากให้กับชีวิตของเขาอยู่ในขณะนี้ ตอนที่กำลังจัดการปัญหาส่วนตัวอยู่นั้น เขาเหมือนคิดอะไรได้บางอย่าง อะไรที่เขาลืมไปตั้งแต่ตื่นมาจนถึงเวลานี้

ชายหนุ่ม โยนเรื่องเนคไททิ้งไปจากหัวทันที โดยปล่อยให้มันผูกค้างผิดรูปอยู่ที่คออย่างนั้น แล้วรีบวิ่งไปหยิบโทรศัพท์มือถือของเขาที่วางอยู่บนหัวเตียง พลันกดปุ่มบนตัวเครื่องสามที อรุณสวัสดิ์ ยามเช้านะ ที่รัก เป็นข้อความที่ปรากฎขึ้นบนหน้าจอ  ชายหนุ่มยิ้มที่มุมปากหลังจากที่อ่านจบ  เขากดปุ่มบนตัวเครื่องอีกสี่ทีและยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู เสียง ...ตื้ดดด...ตื้ดดด...ตื้ดดด... ดังก้องในหูอยู่หลายครั้งด้วยกัน จนแน่ใจแล้วว่าเธอไม่รับ เขาจึงกดวางสาย และด้วยเวลาสำหรับการแต่งตัวเริ่มน้อยลงทุกที ทำให้เขาต้องรีบไปจัดการกับปัญหาเครื่องแต่งกายที่เหลืออยู่ให้เสร็จ เพื่อออกไปทำงานดังเช่นทุกวัน

.

.

.

ขณะที่นั่งอยู่บนรถเมล์ ชายหนุ่มก็ไม่ลืมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเธออีกครั้ง แต่ผลก็เช่นเดิมไม่มีคนรับสาย มีเพียงคำพูดเบาๆพ่นออกมาจากปากของเขา สงสัยจะอาบน้ำอยู่....เลยไม่ได้รับ

เมื่อไปถึงที่ทำงาน ชายหนุ่มเดินผ่านยามหน้าประตูบริษัทด้วยรอยยิ้มเช่นทุกวัน ลิฟต์ตัวใหญ่ของบริษัทพาตัวของเขากับพนักงานคนอื่นๆ ขึ้นไปยังชั้นที่ต้องการตามคำสั่ง  ชายหนุ่มเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานตัวเดิมที่คุ้นเคย กองเอกสารกองใหญ่วางเป็นระเบียบอยู่ขวามือสุด ถัดไปเป็นโทรศัพท์(ของบริษัท) และอีกด้านหนึ่ง ตุ๊กตาหมีตัวสีขาว ขนาดกระทัดรัดที่ตรงท้องของมันมีรูปถ่ายฝังเอาไว้ก็นั่งฉีกยิ้มอยู่อย่างเคย

หลังจากวางกระเป๋าเอกสารไว้ที่ชั้นวางของข้างๆโต๊ะเรียบร้อย ชายหนุ่มหันไปมองที่รูปถ่าย มันเป็นรูปที่เขาถ่ายคู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอนั่นเอง ในรูปทั้งคู่เอาแก้มแนบชิดกันและยิ้มอย่างมีความสุข ฉากหลังเป็นทะเลสีแดงยามต้องแสงอาทิตย์ยามเย็น ทุกครั้งที่มองรูปถ่ายนี้ ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่แสนหวานนั้นก็หวนกลับมาให้ได้ระลึกถึงอยู่เสมอ มันทำให้เขายังจดจำได้ถึงกลิ่นน้ำทะเลในวันนั้น และความรู้สึกคันๆใจนิดๆที่มีทรายติดอยู่ตามง่ามนิ้ว

การค้นเข้าไปในความทรงจำเมื่อวันวานยังไม่ทันจบดี ชายหนุ่มก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดสามที บนหน้าจอปรากฎข้อความ ตั้งใจทำงานล่ะที่รัก จะเป็นกำลังใจให้นะ สู้ สู้ เขารู้สึกมีพลังในการทำงานเพิ่มขึ้นมาในทันทีที่อ่านจบ ความสดชื่นของชีวิตที่พลาดไปตอนเช้านั้นได้รับการเติมเต็มแล้ว จนเขาคิดว่าควรจะเพิ่มความสดชื่นคืนให้กับเธอ ผู้เป็นเจ้าของข้อความบ้าง จึงเริ่มพิมพ์ข้อความทางโทรศัพท์ วันนี้ตั้งใจทำงานนะจ้ะ รักเธอเหลือเกิน พิมพ์จบชายหนุ่มคิดภายในใจ แม่งเอ้ย พิมพ์ไปได้ เขินว่ะ(ฮา)ตอนพักเที่ยง หลังจากจัดการมื้ออาหารตรงหน้าเสร็จ ชายหนุ่มมีความคิดที่จะโทรหาเธอสักหน่อย แต่ยังไม่ทันที่จะลงมือหัวหน้าแผนกก็ดันเรียกประชุมด่วนซะก่อน!

.

.

.

เส้นบะหมี่ในชามใกล้จะหมดแล้ว เขาดูดชาเย็นอึกใหญ่ใส่ท้องตามหลังเนื้อไก่ฉีกที่เป็นส่วนประกอบหลักของก๋วยเตี๋ยวชามนี้

แม่งเผ็ดชิบ! แต่อร่อยดี ก๋วยเตี๋ยวไก่ ร้านเจ้าประจำ ชายหนุ่มเอ่ยทักขึ้นเมื่อกำลังซัดอาหารมื้อเย็นที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแถวห้องพัก

ชายหนุ่มก้มมองไปที่โทรศัพท์ที่วางอยู่บนมือซ้ายแล้วยิ้มออกมา แน่นอนบนหน้าจอโทรศัพท์มีข้อความของเธอปรากฎ  ถึงบ้านแล้วกำลังกินข้าวขาหมู กับ ขนมปังสังขยาอยู่แน่ะ ที่รักมากินด้วยกันเร็วๆเมื่ออ่านจบเขาเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง พลางคิดบ่นในใจว่า แม่งเอ้ย นี่ถ้าไม่ได้เข้าประชุมเฮงซวยนั่น ป่านนี้เราคงได้คุยกันแล้ว

.

.

.

พอถึงห้องพักชายหนุ่มรีบอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอน จัดเตรียมเอกสารที่ต้องนำไปทำงานพรุ่งนี้เรียบร้อย พร้อมที่จะเข้านอน เขาหยุดนั่งลงปลายเตียง กดโทรศัพท์ โทรหาเธอ เพื่อกล่าวราตรีสวัสดิ์กับเธอก่อนนอน

เสียงรอสายดัง “ตื้ดดด...ตื้ดดด...ตื้ดดด... อยู่อย่างนั้นจนสายตัด  ชายหนุ่มทำหน้าเซ็ง พร้อมบ่นเบาๆ ทำไมไม่รับนะ แย่จัง วันนี้ยังไม่ได้คุยกันเลยแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง มีดวงดาวมากมายลอยอยู่บนท้องฟ้า ชายหนุ่มเกิดความคิดอะไรบางอย่าง อือ...คืนนี้จะบอกกับเธอว่า ความรักที่ฉันมีให้เธอ มันเหมือนดาวที่มีมากมายเต็มท้องฟ้าเลยนะ เธอเลือกเอาได้เลย เขาคิดว่าหากบอกไปแบบนี้ เธอต้องซึ้งจนอาจร้องไห้ออกมาเหมือนทุกที

เวลาผ่านไปห้านาที เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ชายหนุ่มดังขึ้น บนจอมีชื่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์ของเธอโชว์อยู่ ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นรีบคว้าเอาโทรศัพท์มากดรับสายอย่างรวดเร็ว

ชายหนุ่มกล่าวทักทายด้วยความดีใจ ฮัลโหล...ที่รัก

เธอปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ทักทายอยู่พักหนึ่ง

ฮัลโหล...ฮัลโหล...ที่รักทำไมไม่พูดล่ะ? ชายหนุ่มสงสัยว่าทำไมเธอไม่พูด สัญญาณก็มีนี่นา

เธอเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงเกร็งๆ เอ่อ...นี่โทรมาหาเรา...ตั้งแต่เช้าแล้วใช่ปะ?”

...ใช่สิ...  ชายหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ

...มีธุระสำคัญอะไรกับเราหรือเปล่า?”  เธอถาม

เปล่า...ก็เราคิดถึงเธอไง เลยโทรไป เขาสวนตอบทันที

เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเน้นเสียงหนัก นี่! เราสองคนเลิกกันแล้วนะ จะมาพูดแบบนี้อีกทำไมกัน

ชายหนุ่มนิ่งไป มันเหมือนสติของเขาถูกฉีกกระชากอย่างแรงด้วยคำว่า ‘...เลิกกันแล้วนะ...

เธอย้ำต่อด้วยเสียงที่แข็งขึ้น  ...เราเลิกกันแล้ว ได้ยินมั้ย...มันตั้ง 6 เดือนมาแล้วนะ!!”

ชายหนุ่ม รู้สึกจุกหน้าอกขึ้นมาทันที มันแน่นๆ หายใจติดขัดอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีอะไรมาอุดปากเอาไว้ทำให้ไม่สามารถส่งเสียงอะไรได้เลย ทั้งที่ในใจมีอะไรมากมายที่อยากเทมันออกมา แล้วอยู่ดีๆ เบ้าตาก็เต็มไปด้วยน้ำที่เอ่อล้นมากขึ้นทุกที ทุกที จนมันไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองข้างของเขา และมันรู้สึกวูบตรงอกข้างซ้าย เหมือนกับว่าถูกอะไรบางอย่างวิ่งมากระแทกที่หน้าอกจนหัวใจกระเด็นหลุดหายออกไปจากตัวเอง

บางที ความเจ็บปวดที่เขารู้สึกอยู่ในตอนนี้ คงฉุดกระชากเขาให้ตื่นขึ้นมารับรู้กับความเป็นจริง

แล้วบางที ความจริงที่ได้พบเจอ ก็ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมเปิดบาดแผลของหัวใจให้เจ็บมากยิ่งขึ้น!!!

"มันนานมากแล้วนะ...เราว่าคุยกับเธอรู้เรื่องไปแล้วนี่นา เลิกยุ่งกับเราซักทีจะได้มั้ย เธอโทรมาทุกวันเลย เราลำบากใจนะ แล้วตอนนี้เรามีแฟนใหม่แล้วด้วย พี่เค้าไม่พอใจมากที่เธอโทรมา เราไม่ต้องการให้เธอโทรมาอีก ขอร้องนะอย่าโทรมาอีกเลย... พูดจบเธอวางสายโดยไม่รอให้ชายหนุ่มพูดอะไรกลับไปซักอย่าง

สายวางไปนานแล้ว ชายหนุ่มยังนั่งนิ่งไม่ขยับ ค่อยๆปล่อยให้ความเจ็บปวดที่พบเจอกัดกินทั่วทั้งร่างกายและหัวใจ คงทำเพื่อให้ความเจ็บที่เจออยู่ตอนนี้มันช่วยดึงให้เขากลับมาอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงที่เขาพยายามหันหลังให้นี้ จะได้รู้ซะทีว่าตัวเองยังคงเดินวนอยู่ในอดีต และต้องทำใจรับให้ได้กับความจริงของปัจจุบันว่า เขาไม่มีเธอมาตั้งนานแล้ว  ขณะที่มือกำโทรศัพท์ไว้แน่น แน่นซะจนเหงื่อที่มือค่อยๆไหลรินออกมา เปียกชุ่มโทรศัพท์

...อีกแล้ว...  เสียงเบาๆ แทรกขึ้นในความเงียบ ก่อนที่เขาจะกดโทรศัพท์สามที เข้าไปที่โหมด ‘Inbox’ ภายในมีข้อความเก็บไว้มากมาย

เขาเปิดดู...

ข้อความ

อรุณสวัสดิ์ ยามเช้านะ ที่รักได้รับวันที่ 31 กรกฎาคม 2547

.

ข้อความ

 ตั้งใจทำงานล่ะที่รัก จะเป็นกำลังใจให้นะ สู้ สู้  ได้รับวันที่ 16 กันยายน 2549

.

ข้อความ

 ถึงบ้านแล้วกำลังกินข้าวขาหมู กับ ขนมปังสังขยาอยู่แน่ะ ที่รักมากินด้วยกันเร็วๆ  ได้รับวันที่ 21 พฤษภาคม 2550

.

ข้อความสุดท้าย

ไม่มีเราแล้วดูแลตัวเองดีๆล่ะ เราสองคนจบกันแค่นี้เถอะนะ...

ชายหนุ่มกดออกมาจาก ‘Inbox’ ก่อนที่จะอ่านข้อความสุดท้ายจบ โดยระยะเวลาจากวันที่ได้รับข้อความนี้มาถึงวันนี้ก็ 6 เดือนกว่าๆแล้ว

.

เมื่อน้ำในตาช่วยให้มองเห็นความเป็นจริงมากขึ้น ชายหนุ่มพบว่าในโทรศัพท์ของเขามีข้อความ ที่แสดงสถานะค้างส่งเอาไว้ข้อความ วันนี้ตั้งใจทำงานนะจ้ะ รักเธอเหลือเกิน   พิมพ์วันที่ 22 เมษายน 2551

ทันทีที่อ่านข้อความนี้จบ เขายิ้มเล็กๆที่มุมปาก แล้วล้มตัวลงนอน ปล่อยให้ความทรงจำขับกล่อมเข้าสู่ประตูนิทรา...

              

 

พอเริ่มเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านปฏิทินสิ้นปีทีไร ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็มักจะเห็นการจัดงานเตรียมพร้อมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันถ้วนทั่ว นอกจากภาพผู้คนเดินสวนกันพลุกพล่านลานตาอยู่ใต้ป้ายไฟที่กำลังส่องสว่างเฉลิมฉลองยามค่ำคืนและเสียงเพลงประจำเทศกาลเปิดซ้ำไปซ้ำมาคลออยู่จางๆ กับบรรยากาศขื่นมื่นคืนสุขแล้ว ภาพของการเดินเลือกซื้อของขวัญก็ยังถือเป็นภาพสำคัญที่พบเห็นได้อยู่เป็นประจำทุกปี

 

การมอบของขวัญให้แก่กันในทุกๆ โอกาส ผมมองว่ามันเป็นหนึ่งใน กิจกรรมการส่งผ่านความรู้สึก ที่มีแง่มุมบางอย่างที่สวยงามนอกเหนือไปจากกระดาษห่อลวดลายสีสันสดใส หรือแม้แต่ตัวสิ่งของที่ซ่อนหลบอยู่ภายใน...

 

ของขวัญทุกชิ้นต่างมีเรื่องราวความเป็นมาของมันเอง และกว่าที่มันจะถูกส่งมาจนถึงตัวผู้รับได้ ของขวัญจะต้องออกเดินทาง โดยผ่านความรู้สึกต่างๆ มากมายที่มีอยู่ในตัวผู้ให้ จนเมื่อไรที่กล่องของขวัญถูกเปิดออก มวลความรู้สึกที่ดีงามทั้งหลายเหล่านั้นก็จะค่อยๆ ส่งผ่านไปสู่ผู้รับ

 

และในห้วงเวลานี้เองที่การส่งผ่านความรู้สึกถึงกันจะถูกจดบันทึกเก็บไว้ในความทรงจำของคนทั้งคู่ต่อไป

 

ลองคิดดูว่าในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเรา ต่างต้องเคยผ่านการรับให้ของขวัญกัน อาจจะมากหรือน้อยคงขึ้นอยู่กับโอกาสของแต่ละคน เพียงแต่ทุกครั้งที่มีการส่งผ่านให้แก่กัน เรื่องราวความรู้สึกที่ประกอบขึ้นเป็นของขวัญชิ้นนั้นๆ จะถูกจดจำไว้เป็นคุณค่าของตัวมันเอง ทำให้ของขวัญเล็กๆ แค่เพียงชิ้นเดียว ก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนในใจของผู้ที่เก็บมันไว้ในยามที่หันหลังกลับมามอง

 

ตอนที่เขียนบทความนี้ ผมมีของขวัญที่เคยได้รับมาสองชิ้นวางเงียบๆ อยู่ข้างหน้า

 

ชิ้นหนึ่ง...เป็นขวดโหลทรงกลมสูง คาดด้วยริบบิ้นสีชมพูรอบคอขวด ภายในบรรจุกระดาษที่ถูกพับเป็นรูปเต่าหลากสี จำนวน 99 ตัว

 อีกชิ้น...เป็นกระดาษลายการ์ตูนสดใส พร้อมตัวอักษรร้อยเรียงอยู่ทั่วทั้งแผ่น ใส่ไว้ในซองจดหมายสีแดงสะดุดตา

 

ผมพบว่าของขวัญทั้งสองชิ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพไปตามระยะเวลาที่ผ่านพ้นแต่อย่างใด จะมีก็เพียงผงฝุ่นที่เคลือบอยู่บนผิวแสดงถึงอายุพอประมาณของพวกมัน และในบางความทรงจำที่เริ่มลางเลือน ผมกลับหลงลืมสาเหตุการเดินทางมาถึงของพวกมันทั้งคู่ไปเสียสนิท แต่กลับมั่นใจกับบางสิ่งที่ยังชัดเจนไม่เปลี่ยน นั่นคือ  ... ภาพของเธอ ...

 

... ผู้ที่พับความห่วงใยใส่ไว้ในขวดโหล ...

 ... ผู้ที่เขียนความหวังดีไว้ระหว่างบรรทัดในจดหมาย ...

... ผู้ที่มอบ ของขวัญทั้งสองชิ้นให้แก่บางคนที่เธอรัก ...

 

 

เมื่อไม่นานมานี้ ขณะกำลังขับรถกลับบ้าน พร้อมกับเปิดวิทยุเพื่อฟังเพลงจากสถานีคลอไประหว่างการเดินทาง เป็นความบังเอิญที่ทำให้ผมได้มีโอกาสฟังเพลง ราตรีสวัสดิ์ (Goodnight) ซึ่งถูกแต่งขึ้นและขับร้องโดยศิลปินฮิพฮอพเลือดไทยอย่างฟักกลิ้ง ฮีโร่ - ที่มาพร้อมสไตล์การแร็พเล่าเรื่องอย่างดุดัน เข้มข้น จนสามารถจูงอารมณ์ของผู้ฟังให้ร่วมเดินทางเข้าสู่โลกของเนื้อเพลงได้ไม่ยากเลย, อีกทั้งเนื้อหาของเพลงนี้ที่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตทหารที่ลงไปปฏิบัติการอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอาจบอกได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่กำลังดำเนินซ้อนไปกับชีวิตของคนในประเทศไทยอย่างเงียบๆ เย็นๆ แต่ชวนหวาดระแวงอยู่ในที ทำให้เรื่องราวในเพลงเป็นสิ่งที่คนฟังจะเข้าถึงได้อยู่แล้ว และผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้เพลงนี้มีมิติมากขึ้น นั่นคือการร่วมร้องในท่อนฮุกของเพลงโดย คุณธีร์ ไชยเดช ที่มีเสียงทุ้มนุ่มชวนเคลิ้มฝันหลับไปตามเนื้อหาที่ขับร้อง

 

อันที่จริงผมได้รับรู้เรื่องราวความเป็นมาของเพลง ราตรีสวัสดิ์ เพลงนี้จากรายการเกี่ยวกับดนตรีทางเคเบิ้ลทีวีมาได้ระยะนึงแล้ว และค่อนข้างชื่นชมในแรงบันดาลใจที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นเพลงๆนี้ของตัวศิลปิน เพียงแต่ผมยังไม่เคยได้มีโอกาสลองฟังผลงานที่ว่านั้นแบบเต็มเพลงเลยสักครั้ง (ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมกับเพลงเดินสวนกันอาจมาจากความนิยมในเพลงฮิพฮอพของตัวเอง)

 

 จนเมื่อได้มารับฟัง (แบบไม่ทันตั้งหู!) บทเพลงนี้ ผมกลับแปลกใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากกลไกการรู้สึกและการรับรู้ที่ทำงานกับสิ่งเร้าหรือบทเพลงที่กำลังได้ฟังอยู่นั้น  มันคือ น้ำที่ซึมอยู่ในสองตา

 

ทันทีที่ถึงบ้าน ผมลองนั่งขบคิดกับความฉงนในน้ำตาของตัวเองอยู่ในใจ ว่าเหตุใดจึงต้องเสียน้ำตาจากการฟังเพลง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คุ้นชินเอาเสียเลย แน่ล่ะที่การซาบซึ้งหรือมีห้วงอารมณ์ร่วมไปกับบทเพลงใดๆ อาจทำให้เกิดปรากฎอาการต่างๆ อย่างเช่น ขนลุก ตกอยู่ในโลกส่วนตัว (ภวังค์) หรืออย่างที่สุดคือ มีน้ำตาคละเคล้าปนเสียงเพลง เพียงแต่โดยส่วนตัวแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ค่อยอ่อนไหวอย่างตัวผมเท่าไรนัก

 

 

ถึงอย่างไร ผมก็ยอมรับว่าทั้งเนื้อหาและทำนองของเพลงราตรีสวัสดิ์ สามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับตัวเองในสองด้านด้วยกัน, ในด้านแรกคือท่วงทำนองของเพลง ที่มีผลทำให้อารมณ์ล่องลอยขึ้นลงไปตามจังหวะตลอดทั้งเพลง มีช่วงแร็พที่ดุเดือด เข้มข้น จริงจัง และหนักแน่น พอในช่วงฮุกก็อ่อนนุ่ม ผ่อนคลาย คล้ายถูกกล่อมให้หลับอยู่จางๆ ซึ่งด้วยสิ่งที่มันจะเป็นได้ เพลงนี้ก็ทำได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับบทเพลงดีๆ เพลงอื่น

 

ส่วนในด้านที่สอง คงหนีไปไม่พ้นจากเนื้อหาของเพลง ที่มีผลต่อการเดินทางของความคิดหลังจากที่ได้รับฟัง มันเป็นการค้นหาและทำความเข้าใจในสิ่งที่เพลงสะท้อนให้เห็นอย่างจงใจ (หรือบางทีอาจแอบซ่อนไว้ เพื่อความตื่นเต้น) อย่างที่เคยได้กล่าวไปบ้างแล้วว่า เนื้อหาของเพลงราตรีสวัสดิ์นี้ บอกเล่าถึงสถานการณ์ที่เป็นความจริงของประเทศในทุกวัน ซึ่งอาจมีการนำมุขของการเล่านิทานมาใช้กับการบอกกล่าวเรื่องราวต่างๆ ในเพลง เพื่อชวนให้ติดตาม และทำให้เรื่องราวมีความขันขื่น แต่ไม่ขมขื่นมากจนเครียดเกินไป

 

อย่างเนื้อเพลงในช่วงแรกที่ว่า “...วันนี้ฉันมีนิทาน อยากเล่าให้เธอฟัง นิทานเรื่อง ท ทหาร อดทน เวลาเขายืน เขาแนบปืนกลไว้ข้างกาย ทั้งที่เขาไม่เคยใจร้ายและไม่เคยคิดฆ่าคน แต่เป็นอีกคืนที่เขาต้องออกลาดตระเวน เป็นหน้าที่ของกองพันทหารราบ ผู้รักตัวเองน้อยกว่าชนในชาติไทย เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อ เขาจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร...”

 

จากวิธีการเล่าเรื่อง ที่สะท้อนข้อมูลบางอย่างไว้ในบทเพลง, ผมกลับพบว่า ตัวเองได้เดินไปชนเข้ากับ “ชุดความจริง” บางอย่างที่อาจวางหลบซ่อนไว้ในมุมใดมุมหนึ่งของเพลง หรือในบางทีมันอาจตั้งตระหง่านแสดงแสนยานุภาพของตัวมันเองอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ผมพึ่งตาสว่างจากความรู้สึกเจ็บๆคันๆ ที่ได้มาหลังจากเดินเข้าไปกระแทกกับมัน(ชุดความจริง)เข้าอย่างจังในเนื้อเพลงช่วงหนึ่งที่ว่า

 

“...ในคืนที่ผมกินเหล้าอยู่นั่งเล่น ในคืนที่ป้าข้างห้องยังตั้งวงป๊อกเด้ง คืนที่เด็กมัธยมนั่งท่องตำราเอนท์จุฬาฯ คืนที่ใครหลายคนลืมชื่อคนเดือนตุลา คืนที่คุณนอนหลับอยู่บนเตียง ทั้งหมดคือคืนเดียวกันกับเสียงปืนที่ดังเปรี้ยง ของทหารต่อต้าน ข.จ.ก. ผู้ไม่ยอมให้ใครมาเผาโรงเรียน เผาตำรา ส.ป.ช. และยังไม่มีตอนจบของนิทาน มีเพียงแต่ตอนรุ่งสางไม่เป็นศพก็พิการ เพราะในทุกเช้าที่เราตื่นมาเมาขี้ตา มันคือเช้าแห่งการสูญเสียที่ 5 องศา 37 ลิปดา...”

 

 

ความจริง ที่มีอยู่ในเพลงดังกล่าวบอกกับผม หรือ คุณ(คนอ่าน) อย่างไม่อ้อมค้อมในเรื่องความเป็นไปของชีวิต ซึ่งอันที่จริงมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เป็นอยู่เรื่อยมา เพียงแต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้มีบางคน (เช่นผมคนหนึ่ง) อาจมองข้าม หรือหลงลืมไปว่า...

 

ในความสามัญ ชีวิตมีอยู่และเดินทางไปพร้อมๆกัน

 

ซึ่งอาจไม่ได้คำนึงเพียงแค่ความเท่ากันของระยะทางที่ก้าวเดินเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องการมีอยู่ของกันและกันบนเส้นทาง

 

มันจริงหรือไม่ ที่แม้จะมีเส้นทางและจุดหมายที่แตกต่างกัน แต่เราทุกคนต่างเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางของกันและกัน, เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่า เราต่างต้องเดินชีวิตไปตามเส้นทางเดินของตัวเอง ซึ่งระหว่างทางอาจพบเจอเรื่องราวที่ต่างกันได้ อุปสรรคที่มากมาก ซ้ำกันบ้าง ไม่ซ้ำกันบ้าง จนทำให้เส้นทางของแต่ละชีวิตยากที่จะเหมือนกันโดยสิ้นเชิง เพียงแต่สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมระหว่างการเดินทางครั้งหนึ่งๆ ของชีวิต คือการตระหนักรู้อยู่เสมอว่า เราไม่ได้เดินอยู่คนเดียว

 

 

ในวันที่เราประสบความสำเร็จทั้งเรื่องงานและครอบครัว อาจเป็นวันเดียวกันกับที่อีกคนหนึ่งกำลังสูญเสียซึ่งทุกอย่างที่สำคัญต่อชีวิต

 

 

ในคืนที่เรากำลังหลับสบายในอ้อมกอดอันอบอุ่นของสาวผู้เป็นที่รัก ใครบางคนอาจต้องนอนกอดตัวเองเดียวดายอยู่ที่ป้ายรถเมล์ 

 

 

ในโมงยามที่แสนสั้นของการสังสรรค์ครื้นเครงรอบวงสุรา อาจเป็นโมงยามอันยาวนานของคนพิการผู้ได้แต่ร้องเพลงอยู่บนเตียงกับตัวเอง

 

และ...ในวินาทีที่แผ่นดินใต้มีเสียงปืนก้องคำรามทั่วผืนฟ้า อาจเป็นวินาทีที่ชายชราปิดเปลือกตานอนหลับอย่างนิรันดร์ 

 

 

เมื่อเขียนมาจนถึงบรรทัดนี้ สิ่งที่ผมคิดต่อมาคือ เมื่อเราได้รู้ (หรืออาจใช้คำว่า ตระหนักถึงมันอีกครั้ง) ถึงความเป็นไปของชีวิตในเรื่องนี้แล้ว อาจมีใครหลายคน กล่าวตามมาว่า “รู้แล้วไง?”, “รู้...แล้วไงต่อล่ะ”, “คิดไปก็เท่านั้น...ทำตัวเองให้มีความสุขก็พอไม่ใช่หรือ” หรือ “เราไม่สามารถ ไปรับผิดชอบชีวิตคนอื่นได้หรอกนิ”ซึ่งทุกอย่างที่อาจกล่าวตามมาเป็นสิ่งที่ถูก ในแง่ของเหตุผลส่วนตัวที่แต่ละคนมีสิทธิที่จะคิด ซึ่งบ้างก็เป็นความจริงที่ไม่มีวันผิด

 

หากแต่ในแง่มุมของการตั้งอยู่ของชีวิตตามธรรมชาติ ผมคิดว่าเรื่องถูกผิดเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาในภายหลัง ดังนั้นการเรียนรู้กับความจริงของชีวิตที่กล่าวไป สำหรับผม ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง คงถือเป็นการพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตนเองมีและเป็นอยู่อย่างมีสติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

โดยหวังว่าจะไม่ให้ธรรมชาติด้านมืดของตัวเอง หลุดรอดออกมาทำร้ายชีวิตที่อยู่รอบข้าง ไปจนถึงชีวิตของมันเอง.                   

...

ขอบคุณเพลงดีๆ จากศิลปินฟักกลิ้ง ฮีโร่ และ คุณธีร์ ไชยเดช

และขอบคุณทุกความกล้าหาญที่กำลังดำเนินไปตามเส้นทางของชีวิต

 

เพลง ราตรีสวัสดิ์ (Goodnight) จากเว็บไซต์ 4shared.com