เมื่อไม่นานมานี้ ขณะกำลังขับรถกลับบ้าน พร้อมกับเปิดวิทยุเพื่อฟังเพลงจากสถานีคลอไประหว่างการเดินทาง เป็นความบังเอิญที่ทำให้ผมได้มีโอกาสฟังเพลง ราตรีสวัสดิ์ (Goodnight) ซึ่งถูกแต่งขึ้นและขับร้องโดยศิลปินฮิพฮอพเลือดไทยอย่างฟักกลิ้ง ฮีโร่ - ที่มาพร้อมสไตล์การแร็พเล่าเรื่องอย่างดุดัน เข้มข้น จนสามารถจูงอารมณ์ของผู้ฟังให้ร่วมเดินทางเข้าสู่โลกของเนื้อเพลงได้ไม่ยากเลย, อีกทั้งเนื้อหาของเพลงนี้ที่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตทหารที่ลงไปปฏิบัติการอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอาจบอกได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่กำลังดำเนินซ้อนไปกับชีวิตของคนในประเทศไทยอย่างเงียบๆ เย็นๆ แต่ชวนหวาดระแวงอยู่ในที ทำให้เรื่องราวในเพลงเป็นสิ่งที่คนฟังจะเข้าถึงได้อยู่แล้ว และผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้เพลงนี้มีมิติมากขึ้น นั่นคือการร่วมร้องในท่อนฮุกของเพลงโดย คุณธีร์ ไชยเดช ที่มีเสียงทุ้มนุ่มชวนเคลิ้มฝันหลับไปตามเนื้อหาที่ขับร้อง
อันที่จริงผมได้รับรู้เรื่องราวความเป็นมาของเพลง ราตรีสวัสดิ์ เพลงนี้จากรายการเกี่ยวกับดนตรีทางเคเบิ้ลทีวีมาได้ระยะนึงแล้ว และค่อนข้างชื่นชมในแรงบันดาลใจที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นเพลงๆนี้ของตัวศิลปิน เพียงแต่ผมยังไม่เคยได้มีโอกาสลองฟังผลงานที่ว่านั้นแบบเต็มเพลงเลยสักครั้ง (ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมกับเพลงเดินสวนกันอาจมาจากความนิยมในเพลงฮิพฮอพของตัวเอง)
จนเมื่อได้มารับฟัง (แบบไม่ทันตั้งหู!) บทเพลงนี้ ผมกลับแปลกใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากกลไกการรู้สึกและการรับรู้ที่ทำงานกับสิ่งเร้าหรือบทเพลงที่กำลังได้ฟังอยู่นั้น มันคือ น้ำที่ซึมอยู่ในสองตา…
ทันทีที่ถึงบ้าน ผมลองนั่งขบคิดกับความฉงนในน้ำตาของตัวเองอยู่ในใจ ว่าเหตุใดจึงต้องเสียน้ำตาจากการฟังเพลง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คุ้นชินเอาเสียเลย แน่ล่ะที่การซาบซึ้งหรือมีห้วงอารมณ์ร่วมไปกับบทเพลงใดๆ อาจทำให้เกิดปรากฎอาการต่างๆ อย่างเช่น ขนลุก ตกอยู่ในโลกส่วนตัว (ภวังค์) หรืออย่างที่สุดคือ มีน้ำตาคละเคล้าปนเสียงเพลง เพียงแต่โดยส่วนตัวแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ค่อยอ่อนไหวอย่างตัวผมเท่าไรนัก
ถึงอย่างไร ผมก็ยอมรับว่าทั้งเนื้อหาและทำนองของเพลงราตรีสวัสดิ์ สามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับตัวเองในสองด้านด้วยกัน, ในด้านแรกคือท่วงทำนองของเพลง ที่มีผลทำให้อารมณ์ล่องลอยขึ้นลงไปตามจังหวะตลอดทั้งเพลง มีช่วงแร็พที่ดุเดือด เข้มข้น จริงจัง และหนักแน่น พอในช่วงฮุกก็อ่อนนุ่ม ผ่อนคลาย คล้ายถูกกล่อมให้หลับอยู่จางๆ ซึ่งด้วยสิ่งที่มันจะเป็นได้ เพลงนี้ก็ทำได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับบทเพลงดีๆ เพลงอื่น
ส่วนในด้านที่สอง คงหนีไปไม่พ้นจากเนื้อหาของเพลง ที่มีผลต่อการเดินทางของความคิดหลังจากที่ได้รับฟัง มันเป็นการค้นหาและทำความเข้าใจในสิ่งที่เพลงสะท้อนให้เห็นอย่างจงใจ (หรือบางทีอาจแอบซ่อนไว้ เพื่อความตื่นเต้น) อย่างที่เคยได้กล่าวไปบ้างแล้วว่า เนื้อหาของเพลงราตรีสวัสดิ์นี้ บอกเล่าถึงสถานการณ์ที่เป็นความจริงของประเทศในทุกวัน ซึ่งอาจมีการนำมุขของการเล่านิทานมาใช้กับการบอกกล่าวเรื่องราวต่างๆ ในเพลง เพื่อชวนให้ติดตาม และทำให้เรื่องราวมีความขันขื่น แต่ไม่ขมขื่นมากจนเครียดเกินไป
อย่างเนื้อเพลงในช่วงแรกที่ว่า “...วันนี้ฉันมีนิทาน อยากเล่าให้เธอฟัง นิทานเรื่อง ท ทหาร อดทน เวลาเขายืน เขาแนบปืนกลไว้ข้างกาย ทั้งที่เขาไม่เคยใจร้ายและไม่เคยคิดฆ่าคน แต่เป็นอีกคืนที่เขาต้องออกลาดตระเวน เป็นหน้าที่ของกองพันทหารราบ ผู้รักตัวเองน้อยกว่าชนในชาติไทย เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อ เขาจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร...”
จากวิธีการเล่าเรื่อง ที่สะท้อนข้อมูลบางอย่างไว้ในบทเพลง, ผมกลับพบว่า ตัวเองได้เดินไปชนเข้ากับ “ชุดความจริง” บางอย่างที่อาจวางหลบซ่อนไว้ในมุมใดมุมหนึ่งของเพลง หรือในบางทีมันอาจตั้งตระหง่านแสดงแสนยานุภาพของตัวมันเองอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ผมพึ่งตาสว่างจากความรู้สึกเจ็บๆคันๆ ที่ได้มาหลังจากเดินเข้าไปกระแทกกับมัน(ชุดความจริง)เข้าอย่างจังในเนื้อเพลงช่วงหนึ่งที่ว่า
“...ในคืนที่ผมกินเหล้าอยู่นั่งเล่น ในคืนที่ป้าข้างห้องยังตั้งวงป๊อกเด้ง คืนที่เด็กมัธยมนั่งท่องตำราเอนท์จุฬาฯ คืนที่ใครหลายคนลืมชื่อคนเดือนตุลา คืนที่คุณนอนหลับอยู่บนเตียง ทั้งหมดคือคืนเดียวกันกับเสียงปืนที่ดังเปรี้ยง ของทหารต่อต้าน ข.จ.ก. ผู้ไม่ยอมให้ใครมาเผาโรงเรียน เผาตำรา ส.ป.ช. และยังไม่มีตอนจบของนิทาน มีเพียงแต่ตอนรุ่งสางไม่เป็นศพก็พิการ เพราะในทุกเช้าที่เราตื่นมาเมาขี้ตา มันคือเช้าแห่งการสูญเสียที่ 5 องศา 37 ลิปดา...”
ความจริง ที่มีอยู่ในเพลงดังกล่าวบอกกับผม หรือ คุณ(คนอ่าน) อย่างไม่อ้อมค้อมในเรื่องความเป็นไปของชีวิต ซึ่งอันที่จริงมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เป็นอยู่เรื่อยมา เพียงแต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้มีบางคน (เช่นผมคนหนึ่ง) อาจมองข้าม หรือหลงลืมไปว่า...
ในความสามัญ ชีวิตมีอยู่และเดินทางไปพร้อมๆกัน
ซึ่งอาจไม่ได้คำนึงเพียงแค่ความเท่ากันของระยะทางที่ก้าวเดินเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องการมีอยู่ของกันและกันบนเส้นทาง
มันจริงหรือไม่ ที่แม้จะมีเส้นทางและจุดหมายที่แตกต่างกัน แต่เราทุกคนต่างเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางของกันและกัน, เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่า เราต่างต้องเดินชีวิตไปตามเส้นทางเดินของตัวเอง ซึ่งระหว่างทางอาจพบเจอเรื่องราวที่ต่างกันได้ อุปสรรคที่มากมาก ซ้ำกันบ้าง ไม่ซ้ำกันบ้าง จนทำให้เส้นทางของแต่ละชีวิตยากที่จะเหมือนกันโดยสิ้นเชิง เพียงแต่สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมระหว่างการเดินทางครั้งหนึ่งๆ ของชีวิต คือการตระหนักรู้อยู่เสมอว่า เราไม่ได้เดินอยู่คนเดียว…
ในวันที่เราประสบความสำเร็จทั้งเรื่องงานและครอบครัว อาจเป็นวันเดียวกันกับที่อีกคนหนึ่งกำลังสูญเสียซึ่งทุกอย่างที่สำคัญต่อชีวิต
ในคืนที่เรากำลังหลับสบายในอ้อมกอดอันอบอุ่นของสาวผู้เป็นที่รัก ใครบางคนอาจต้องนอนกอดตัวเองเดียวดายอยู่ที่ป้ายรถเมล์
ในโมงยามที่แสนสั้นของการสังสรรค์ครื้นเครงรอบวงสุรา อาจเป็นโมงยามอันยาวนานของคนพิการผู้ได้แต่ร้องเพลงอยู่บนเตียงกับตัวเอง
และ...ในวินาทีที่แผ่นดินใต้มีเสียงปืนก้องคำรามทั่วผืนฟ้า อาจเป็นวินาทีที่ชายชราปิดเปลือกตานอนหลับอย่างนิรันดร์
เมื่อเขียนมาจนถึงบรรทัดนี้ สิ่งที่ผมคิดต่อมาคือ เมื่อเราได้รู้ (หรืออาจใช้คำว่า ตระหนักถึงมันอีกครั้ง) ถึงความเป็นไปของชีวิตในเรื่องนี้แล้ว อาจมีใครหลายคน กล่าวตามมาว่า “รู้แล้วไง?”, “รู้...แล้วไงต่อล่ะ”, “คิดไปก็เท่านั้น...ทำตัวเองให้มีความสุขก็พอไม่ใช่หรือ” หรือ “เราไม่สามารถ ไปรับผิดชอบชีวิตคนอื่นได้หรอกนิ” – ซึ่งทุกอย่างที่อาจกล่าวตามมาเป็นสิ่งที่ถูก ในแง่ของเหตุผลส่วนตัวที่แต่ละคนมีสิทธิที่จะคิด ซึ่งบ้างก็เป็นความจริงที่ไม่มีวันผิด
หากแต่ในแง่มุมของการตั้งอยู่ของชีวิตตามธรรมชาติ ผมคิดว่าเรื่องถูกผิดเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาในภายหลัง ดังนั้นการเรียนรู้กับความจริงของชีวิตที่กล่าวไป สำหรับผม ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง คงถือเป็นการพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตนเองมีและเป็นอยู่อย่างมีสติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
โดยหวังว่าจะไม่ให้ธรรมชาติด้านมืดของตัวเอง หลุดรอดออกมาทำร้ายชีวิตที่อยู่รอบข้าง ไปจนถึงชีวิตของมันเอง.
...
ขอบคุณเพลงดีๆ จากศิลปินฟักกลิ้ง ฮีโร่ และ คุณธีร์ ไชยเดช
และขอบคุณทุกความกล้าหาญที่กำลังดำเนินไปตามเส้นทางของชีวิต
เพลง ราตรีสวัสดิ์ (Goodnight) จากเว็บไซต์ 4shared.com