'เช้าวันนี้ต้องเป็นเช้าที่สดใส'...อย่างน้อย ผู้ชายคนที่ตั้งใจจะตื่นมาสบตากับแสงแรกของวัน ก็คิดเช่นนั้นก่อนที่จะทิ้งหัวลงหมอนเข้าสู่นิทรา เมื่อคืนที่ผ่านมา
เมื่อเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลา 5.45 น. ตัวของมันก็เริ่มสั่นพร้อมส่งเสียงดังไปทั่วห้องพักขนาดเล็ก ที่เต็มไปด้วยกองหนังสือ กับเอกสารวางระเกะระกะเต็มพื้น ตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเขียนหนังสือทำด้วยไม้ที่มีขนาดใหญ่จนเกินพอดี มันยิ่งทำให้ห้องนี้ดูคับแคบลงไปกว่าที่เคยเป็นมา
เสียงนาฬิกาปลุกยังคงดังอยู่อย่างนั้น หากเป็นช่วงเวลาอื่น เสียงของมันคงไม่ทำให้รู้สึกหนวกหูได้ขนาดนี้ มันดังจนทำให้ ร่างของชายหนุ่มที่นอนอยู่ข้างๆ เริ่มขยับเขยื้อน หลังจากที่นิ่งไม่ไหวติงมาชั่วข้ามคืน จนในที่สุด นาฬิกาปลุก ก็ทำหน้าที่ของมันได้สำเร็จ…
ชายหนุ่ม ตื่นขึ้นมานั่งที่ปลายเตียง พลางขยี้ตาและพยายามปรับสายตาให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะเดินไปเปิดผ้าม่านและหน้าต่างเพื่อรับแสงแรกของวันจากพระอาทิตย์ที่จะสาดส่องเข้ามา แต่เมื่อหน้าต่างถูกเปิดออกเขาก็ต้องผิดหวัง เมื่อพบว่าวันนี้พระอาทิตย์ตื่นสายกว่าปกติ ทำให้ท้องฟ้าตอนนี้ยังมืดอยู่ "เฮ้อ...แย่จัง" ชายหนุ่มพูดกับตัวเองด้วยความเสียดายที่ต้องพลาดกิจกรรมเติมความสดชื่นให้ชีวิตของวัน ก่อนจะหันหลังเดินเข้าห้องน้ำไป
.
.
.
25 นาทีต่อมา ผู้ประกาศข่าวในโทรทัศน์ที่แขวนอยู่บนกำแพงห้องประกาศว่า “วันนี้วันที่ 22 เมษายน 2551 ราคาข้าวสารจะเพิ่มถึงที่สุด…”
ที่ใต้โทรทัศน์ชายหนุ่มยืนจัดเนคไทให้มันเข้าทรงอย่างที่ควรจะเป็น เขาคิดเงียบๆในใจว่านอกจากปัญหาราคาข้าวสารแล้วการผูกเนคไทก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เพิ่มความยุ่งยากให้กับชีวิตของเขาอยู่ในขณะนี้ ตอนที่กำลังจัดการปัญหาส่วนตัวอยู่นั้น เขาเหมือนคิดอะไรได้บางอย่าง อะไรที่เขาลืมไปตั้งแต่ตื่นมาจนถึงเวลานี้
ชายหนุ่ม โยนเรื่องเนคไททิ้งไปจากหัวทันที โดยปล่อยให้มันผูกค้างผิดรูปอยู่ที่คออย่างนั้น แล้วรีบวิ่งไปหยิบโทรศัพท์มือถือของเขาที่วางอยู่บนหัวเตียง พลันกดปุ่มบนตัวเครื่องสามที “อรุณสวัสดิ์ ยามเช้านะ ที่รัก” เป็นข้อความที่ปรากฎขึ้นบนหน้าจอ ชายหนุ่มยิ้มที่มุมปากหลังจากที่อ่านจบ เขากดปุ่มบนตัวเครื่องอีกสี่ทีและยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู เสียง “...ตื้ดดด...ตื้ดดด...ตื้ดดด...” ดังก้องในหูอยู่หลายครั้งด้วยกัน จนแน่ใจแล้วว่าเธอไม่รับ เขาจึงกดวางสาย และด้วยเวลาสำหรับการแต่งตัวเริ่มน้อยลงทุกที ทำให้เขาต้องรีบไปจัดการกับปัญหาเครื่องแต่งกายที่เหลืออยู่ให้เสร็จ เพื่อออกไปทำงานดังเช่นทุกวัน
.
.
.
ขณะที่นั่งอยู่บนรถเมล์ ชายหนุ่มก็ไม่ลืมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเธออีกครั้ง แต่ผลก็เช่นเดิมไม่มีคนรับสาย มีเพียงคำพูดเบาๆพ่นออกมาจากปากของเขา “สงสัยจะอาบน้ำอยู่....เลยไม่ได้รับ”
เมื่อไปถึงที่ทำงาน ชายหนุ่มเดินผ่านยามหน้าประตูบริษัทด้วยรอยยิ้มเช่นทุกวัน ลิฟต์ตัวใหญ่ของบริษัทพาตัวของเขากับพนักงานคนอื่นๆ ขึ้นไปยังชั้นที่ต้องการตามคำสั่ง ชายหนุ่มเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานตัวเดิมที่คุ้นเคย กองเอกสารกองใหญ่วางเป็นระเบียบอยู่ขวามือสุด ถัดไปเป็นโทรศัพท์(ของบริษัท) และอีกด้านหนึ่ง ‘ตุ๊กตาหมี’ ตัวสีขาว ขนาดกระทัดรัดที่ตรงท้องของมันมีรูปถ่ายฝังเอาไว้ก็นั่งฉีกยิ้มอยู่อย่างเคย
หลังจากวางกระเป๋าเอกสารไว้ที่ชั้นวางของข้างๆโต๊ะเรียบร้อย ชายหนุ่มหันไปมองที่รูปถ่าย มันเป็นรูปที่เขาถ่ายคู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง ‘เธอ’นั่นเอง ในรูปทั้งคู่เอาแก้มแนบชิดกันและยิ้มอย่างมีความสุข ฉากหลังเป็นทะเลสีแดงยามต้องแสงอาทิตย์ยามเย็น ทุกครั้งที่มองรูปถ่ายนี้ ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่แสนหวานนั้นก็หวนกลับมาให้ได้ระลึกถึงอยู่เสมอ มันทำให้เขายังจดจำได้ถึงกลิ่นน้ำทะเลในวันนั้น และความรู้สึกคันๆใจนิดๆที่มีทรายติดอยู่ตามง่ามนิ้ว
การค้นเข้าไปในความทรงจำเมื่อวันวานยังไม่ทันจบดี ชายหนุ่มก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดสามที บนหน้าจอปรากฎข้อความ “ตั้งใจทำงานล่ะที่รัก จะเป็นกำลังใจให้นะ สู้ สู้” เขารู้สึกมีพลังในการทำงานเพิ่มขึ้นมาในทันทีที่อ่านจบ ความสดชื่นของชีวิตที่พลาดไปตอนเช้านั้นได้รับการเติมเต็มแล้ว จนเขาคิดว่าควรจะเพิ่มความสดชื่นคืนให้กับเธอ ผู้เป็นเจ้าของข้อความบ้าง จึงเริ่มพิมพ์ข้อความทางโทรศัพท์ “วันนี้ตั้งใจทำงานนะจ้ะ รักเธอเหลือเกิน” พิมพ์จบชายหนุ่มคิดภายในใจ “แม่งเอ้ย พิมพ์ไปได้ เขินว่ะ(ฮา)”ตอนพักเที่ยง หลังจากจัดการมื้ออาหารตรงหน้าเสร็จ ชายหนุ่มมีความคิดที่จะโทรหาเธอสักหน่อย แต่ยังไม่ทันที่จะลงมือหัวหน้าแผนกก็ดันเรียกประชุมด่วนซะก่อน!
.
.
.
เส้นบะหมี่ในชามใกล้จะหมดแล้ว เขาดูดชาเย็นอึกใหญ่ใส่ท้องตามหลังเนื้อไก่ฉีกที่เป็นส่วนประกอบหลักของก๋วยเตี๋ยวชามนี้
“แม่งเผ็ดชิบ! แต่อร่อยดี ก๋วยเตี๋ยวไก่ ร้านเจ้าประจำ” ชายหนุ่มเอ่ยทักขึ้นเมื่อกำลังซัดอาหารมื้อเย็นที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแถวห้องพัก
ชายหนุ่มก้มมองไปที่โทรศัพท์ที่วางอยู่บนมือซ้ายแล้วยิ้มออกมา แน่นอนบนหน้าจอโทรศัพท์มีข้อความของเธอปรากฎ “ถึงบ้านแล้วกำลังกินข้าวขาหมู กับ ขนมปังสังขยาอยู่แน่ะ ที่รักมากินด้วยกันเร็วๆ”เมื่ออ่านจบเขาเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง พลางคิดบ่นในใจว่า “แม่งเอ้ย นี่ถ้าไม่ได้เข้าประชุมเฮงซวยนั่น ป่านนี้เราคงได้คุยกันแล้ว”
.
.
.
พอถึงห้องพักชายหนุ่มรีบอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอน จัดเตรียมเอกสารที่ต้องนำไปทำงานพรุ่งนี้เรียบร้อย พร้อมที่จะเข้านอน เขาหยุดนั่งลงปลายเตียง กดโทรศัพท์ โทรหาเธอ เพื่อกล่าวราตรีสวัสดิ์กับเธอก่อนนอน
เสียงรอสายดัง “ตื้ดดด...ตื้ดดด...ตื้ดดด...” อยู่อย่างนั้นจนสายตัด ชายหนุ่มทำหน้าเซ็ง พร้อมบ่นเบาๆ “ทำไมไม่รับนะ แย่จัง วันนี้ยังไม่ได้คุยกันเลย” แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง มีดวงดาวมากมายลอยอยู่บนท้องฟ้า ชายหนุ่มเกิดความคิดอะไรบางอย่าง “อือ...คืนนี้จะบอกกับเธอว่า ความรักที่ฉันมีให้เธอ มันเหมือนดาวที่มีมากมายเต็มท้องฟ้าเลยนะ เธอเลือกเอาได้เลย” เขาคิดว่าหากบอกไปแบบนี้ เธอต้องซึ้งจนอาจร้องไห้ออกมาเหมือนทุกที
เวลาผ่านไปห้านาที เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ชายหนุ่มดังขึ้น บนจอมีชื่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์ของเธอโชว์อยู่ ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นรีบคว้าเอาโทรศัพท์มากดรับสายอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มกล่าวทักทายด้วยความดีใจ “ฮัลโหล...ที่รัก”
เธอปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ทักทายอยู่พักหนึ่ง
“ฮัลโหล...ฮัลโหล...ที่รักทำไมไม่พูดล่ะ?” ชายหนุ่มสงสัยว่าทำไมเธอไม่พูด สัญญาณก็มีนี่นา
เธอเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงเกร็งๆ “เอ่อ...นี่โทรมาหาเรา...ตั้งแต่เช้าแล้วใช่ปะ?”
“...ใช่สิ...” ชายหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ
“...มีธุระสำคัญอะไรกับเราหรือเปล่า?” เธอถาม
“เปล่า...ก็เราคิดถึงเธอไง เลยโทรไป” เขาสวนตอบทันที
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเน้นเสียงหนัก “นี่! เราสองคนเลิกกันแล้วนะ จะมาพูดแบบนี้อีกทำไมกัน”
ชายหนุ่มนิ่งไป มันเหมือนสติของเขาถูกฉีกกระชากอย่างแรงด้วยคำว่า ‘...เลิกกันแล้วนะ...’
เธอย้ำต่อด้วยเสียงที่แข็งขึ้น “...เราเลิกกันแล้ว ได้ยินมั้ย...มันตั้ง 6 เดือนมาแล้วนะ!!”
ชายหนุ่ม รู้สึกจุกหน้าอกขึ้นมาทันที มันแน่นๆ หายใจติดขัดอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีอะไรมาอุดปากเอาไว้ทำให้ไม่สามารถส่งเสียงอะไรได้เลย ทั้งที่ในใจมีอะไรมากมายที่อยากเทมันออกมา แล้วอยู่ดีๆ เบ้าตาก็เต็มไปด้วยน้ำที่เอ่อล้นมากขึ้นทุกที ทุกที จนมันไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองข้างของเขา และมันรู้สึกวูบตรงอกข้างซ้าย เหมือนกับว่าถูกอะไรบางอย่างวิ่งมากระแทกที่หน้าอกจนหัวใจกระเด็นหลุดหายออกไปจากตัวเอง
บางที ความเจ็บปวดที่เขารู้สึกอยู่ในตอนนี้ คงฉุดกระชากเขาให้ตื่นขึ้นมารับรู้กับความเป็นจริง
แล้วบางที ความจริงที่ได้พบเจอ ก็ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมเปิดบาดแผลของหัวใจให้เจ็บมากยิ่งขึ้น!!!
"มันนานมากแล้วนะ...เราว่าคุยกับเธอรู้เรื่องไปแล้วนี่นา เลิกยุ่งกับเราซักทีจะได้มั้ย เธอโทรมาทุกวันเลย เราลำบากใจนะ แล้วตอนนี้เรามีแฟนใหม่แล้วด้วย พี่เค้าไม่พอใจมากที่เธอโทรมา เราไม่ต้องการให้เธอโทรมาอีก ขอร้องนะอย่าโทรมาอีกเลย...” พูดจบเธอวางสายโดยไม่รอให้ชายหนุ่มพูดอะไรกลับไปซักอย่าง
สายวางไปนานแล้ว ชายหนุ่มยังนั่งนิ่งไม่ขยับ ค่อยๆปล่อยให้ความเจ็บปวดที่พบเจอกัดกินทั่วทั้งร่างกายและหัวใจ คงทำเพื่อให้ความเจ็บที่เจออยู่ตอนนี้มันช่วยดึงให้เขากลับมาอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงที่เขาพยายามหันหลังให้นี้ จะได้รู้ซะทีว่าตัวเองยังคงเดินวนอยู่ในอดีต และต้องทำใจรับให้ได้กับความจริงของปัจจุบันว่า ‘เขาไม่มีเธอมาตั้งนานแล้ว’ ขณะที่มือกำโทรศัพท์ไว้แน่น แน่นซะจนเหงื่อที่มือค่อยๆไหลรินออกมา เปียกชุ่มโทรศัพท์
“...อีกแล้ว...” เสียงเบาๆ แทรกขึ้นในความเงียบ ก่อนที่เขาจะกดโทรศัพท์สามที เข้าไปที่โหมด ‘Inbox’ ภายในมีข้อความเก็บไว้มากมาย
เขาเปิดดู...
ข้อความ
“อรุณสวัสดิ์ ยามเช้านะ ที่รัก” ได้รับวันที่ 31 กรกฎาคม 2547
.
ข้อความ
“ตั้งใจทำงานล่ะที่รัก จะเป็นกำลังใจให้นะ สู้ สู้” ได้รับวันที่ 16 กันยายน 2549
.
ข้อความ
“ถึงบ้านแล้วกำลังกินข้าวขาหมู กับ ขนมปังสังขยาอยู่แน่ะ ที่รักมากินด้วยกันเร็วๆ” ได้รับวันที่ 21 พฤษภาคม 2550
.
ข้อความสุดท้าย
“ไม่มีเราแล้วดูแลตัวเองดีๆล่ะ เราสองคนจบกันแค่นี้เถอะนะ...”
ชายหนุ่มกดออกมาจาก ‘Inbox’ ก่อนที่จะอ่านข้อความสุดท้ายจบ โดยระยะเวลาจากวันที่ได้รับข้อความนี้มาถึงวันนี้ก็ 6 เดือนกว่าๆแล้ว
.
เมื่อน้ำในตาช่วยให้มองเห็นความเป็นจริงมากขึ้น ชายหนุ่มพบว่าในโทรศัพท์ของเขามีข้อความ ที่แสดงสถานะค้างส่งเอาไว้ข้อความ “วันนี้ตั้งใจทำงานนะจ้ะ รักเธอเหลือเกิน” พิมพ์วันที่ 22 เมษายน 2551
ทันทีที่อ่านข้อความนี้จบ เขายิ้มเล็กๆที่มุมปาก แล้วล้มตัวลงนอน ปล่อยให้ความทรงจำขับกล่อมเข้าสู่ประตูนิทรา...